สิ่งที่ต้องรู้ 50 เรื่องเกี่ยวกับ Work and Travel เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับ เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ทุกคน ที่กำลังตัดสินใจในการเข้าร่วมโครงการ Work and Travel โดยจะเนื้อหาจะเป็นรวบรวมคำถามและคำตอบเกี่ยวกับ Work and Travel คืออะไร?
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะ

บทความโดย Nakoze

เรื่องที่ 1-10

1. โครงการ Work and Travel คืออะไร ?

โครงการ Work and Travel เป็นโครงการที่ให้ผู้ที่มีสถานะเป็น นิสิต นักศึกษา ที่อายุไม่เกิน 28 ปี ได้มีโอกาสเรียนรู้ระบบการทำงานจริง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 3-4 เดือน โดยโครงการ Work and Travel นี้ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย ยังมีเพื่อนๆ จากอีกหลายประเทศเข้าร่วม เช่น อาเจนตินา, รัสเซีย, จีน, ยูเครน, ตุรกี, มองโกเลีย, เซอร์เบีย, ฟิลิปปินส์, บราซิล, คาซัสฐาน, เอควาดอร์, กาน่า,โคลัมเบีย, เปรู, ไต้หวัน, สิงคโปร์, จาไมก้า, ชิีลี, ยูเครน, มาเลเซีย, บัลเกเลีย และ เกาหลีใต้ ซึ่งเด็กจากประเทศไทย อาจจะไม่ได้เจอเพื่อนๆ ครบทุกชาตินะ เพราะว่าการเข้าร่วมโครงการ ก็จะอยู่ที่แต่ละประเทศปิดเทอมเมื่อไร ดังนั้นแล้วเมื่อแต่ละประเทศปิดเทอมไม่ตรงกัน ช่วงการเข้าร่วมโครงการก็จะแตกต่างกันไปนั่นเอง

2. จบมาหลายปีแล้ว เข้าร่วมโครงการ Work and Travel ได้หรือไม่ ?

ไม่ได้นะ ตราบใดที่หลุดพ้นสถานภาพ นิสิต นักศึกษาไปแล้ว ไม่ว่าจะเพิ่งจบ หรือจบมา 10 ปีแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ยกเว้นกรณีที่คุณกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท และมีอายุไม่เกิน 28 ปี แบบนี้ยังถือว่าเข้าร่วมโครงการได้นะ

3. อยากไป Work and Travel มีโปรแกรม 6 เดือนไหม ?

ไม่มีนะ อันนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง โครงการ Work and Travel สามารถร่วมโครงการได้ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ซึ่งก็หมายถึงอยู่ได้ไม่เกิน
3-4 เดือน ดังนั้นแล้วโครงการ 6 เดือน จะไม่ใช่ Work and Travel นะ จะเป็นโครงการ Internship นะ ยังไม่ขอลงรายละเอียดนะ

4. Work and Travel มีประเทศอื่นไหม ? ไม่อยากไปอเมริกา ?

ณ ตอนนี้ไม่มีโครงการ Work and Travel ที่ประเทศอื่นนะ มีที่อเมริกาอย่างเดียว ดังนั้นแล้วคนที่ถามมาว่า อยากไป Work and Travel ที่ญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียก็เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดมากๆ ถ้าอยากไปที่ประเทศอื่น ก็ไปกับโครงการอื่น เช่น Work and Study , Aupair , Internship เป็นต้น

5. Work and Travel vs Summer work experience vs Summer work aboard ?

เป็นโครงการเดียวกัน แค่ตั้งชื่อให้แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท คือบางบริษัทเค้าก็จะมองว่า การใช้ชื่อที่แบบนี้อาจจะส่อความหมายที่ดีกว่าการพูดว่า Work and Travel เพราะดูเน้นด้านการได้ประสบการณ์มากกว่า บลาๆ อันนี้นานาจิตตัง ชื่อโครงการไม่มีผลเพราะสิ่งที่ได้รับทุกอย่างเหมือนกัน

6. Work and Travel Spring vs Summer ?

ต้องอธิบายนิดนึงเลยอันนี้ คือประเทศไทยมีระบบการปิดเทอมที่แหวกแนวชาวโลกมากไม่รู้ว่าเป็น Thailand only ประเทศเดียวในโลกหรือเปล่านะ ช่วงที่นักศึกษาปกติปิดเทอมกัน ที่เรียกติดปากกันว่า summer การปิดซัมเมอร์ของประเทศไทยมันก็จะเป็นช่วง มีนาคม – มิถุนายน/กรกฏาคม ซึ่งช่วงเดือนนี้ ในประเทศอเมริกา มันคือช่วง Spring ไม่ใช่ Summer ดังนั้นแล้วหากคุณเป็นนักศึกษาภาคปกติที่ปิดเทอมตามช่วงดังกล่าว คุณคือผู้เข้าร่วมโครงการ Work and Travel ช่วง Spring เพราะยึดเรียกตามอเมริกา แต่ถ้าหากคุณพูดว่า คุณเป็นนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ Work and Travel ช่วง Summer นั่นก็คือคุณจะต้องปิดเทอมช่วงเดือน มิถุนายน – สิงหาคม/ตุลาคม หรือพูดง่ายๆว่าเป็นเด็กอินเตอร์นั่นเอง ดังนั้นแล้วสำหรับผู้ที่จะหางานเองไม่ผ่านเอเจนซี่ ก็เช็คด้วยนะว่าตัวเองเป็น Spring หรือ Summer กันแน่

7. Work and Travel หางานเองได้ไหม ?

ได้นะ มันก็คือการเข้าร่วมโครงการ Work and Travel แบบ Indy แต่ทั้งนี้มันเหมาะสำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการมาแล้วครั้งนึง เพราะคุณอาจจะอยากกลับไปทำงานกับนายจ้างเก่า โดยประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้เกือบ 2 หมื่นบาท แต่ไม่แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ ปีแรกให้ไปผ่านเอเจนซี่ดีกว่า เสียเงินแพงกว่า แต่มั่นใจได้มากกว่า โดยเฉพาะกรณีที่น้องโดนลอยแพอย่างน้อยก็ยังมีเอเจนซี่ที่ไทยคอยรับฟังปัญหาของน้องได้

8. เอเจนซี่ที่ไทย - เอเจนซี่ที่อเมริกา ?

เอเจนซี่ที่ไทยก็คือบริษัทตามตึกต่างๆ ที่มาแจกใบปลิวหน้ามหาวิทยาลัยหรือมาจัดบูทที่โรงอาหาร หรือประชาสัมพันธ์ทางอินเตอร์เน็ตเค้าเหล่านี้ก็คือเอเจนซี่คนที่จะดูแลเราไปจนจบโครงการและเป็นคนที่จะซวยที่สุด หากว่าคุณไม่เข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยอย่างแท้จริง อย่างแรกเลยคือเอเจนซี่ที่ไทยเก็บเงินเราไป 50,000 – 70,000 บาท เฉลี่ยๆกันไปแล้วแต่เอเจนซี่ แล้วเอาเงินไปไหน ? เค้าก็จะเอาเงินนี้ส่วนหนึ่งไปจ่ายให้เอเจนซี่ที่อเมริกา เนื่องจากเอเจนซี่ที่ไทยไม่สามารถส่งคุณไปอเมริกาโดยตรงได้ เค้าจึงจำเป็นต้องดำเนินการผ่านทางเอเจนซี่ที่อเมริกาอีกทอดหนึ่งแล้วเงินส่วนที่เหลือก็จะมาดำเนินการสัพเพเหระ การจัด Job Fair , การจัด Orientation , ค่าวีซ่า บลาๆ ดั้งนั้นแล้วเอเจนซี่ที่ไทยก็จะมีส่วนสำคัญตรงที่คอยดำเนินการด้านเอกสารให้เรา บางเอเจนซี่จะเข้าไปกรอก DS160 ซึ่งเป็นเอกสารทีี่จะใช้ยื่นขอวีซ่าให้ หรือบางเอเจนซี่ก็จะให้กรอกเอง ซึ่งเราคิดว่ากรอกเองดีกว่า เพราะเราสามารถเช็คความถูกต้องได้ง่ายกว่า นอกจากนี้เนื่องจากเราไม่สามารถติดต่อกับเอเจนซี่ที่อเมริกาได้โดยตรง จริงๆมันก็ติดต่อได้แหละ แต่น้อยคนนักที่จะทำเวลามีปัญหาหรือปรึกษาอะไร เอเจนซี่ไทยก็จะเป็นเหมือนหน้าด่านรับฟังปัญหาของคุณ ดังนั้นแล้วใครว่าเอเจนซี่ที่ไทยก็เหมือนๆกัน ไม่มีความสำคัญ อันนี้ก็จะบอกว่าไม่จริงนะ เค้าก็มีบทบาทอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่มีเขา เราก็แย่นะ

9. อะไรคือการลอยแพ ?

การลอยแพก็คือไปถึงที่โน่นจริงๆแล้วเกิดไม่มีงานทำ นายจ้างไล่ออกอย่างไม่มีเหตุผล หรือนายจ้างไม่รับเข้าทำงาน ต้องทำความเข้าใจจากคำถามข้อ 8 ก่อนนะ เรื่องเอเจนซี่ไทยกับอเมริกา ทีนี้พอโดนลอยแพหรือมีปัญหากับนายจ้างขึ้นมา คนส่วนใหญ่ก็จะเริ่มตีโพย ตีพาย ติดต่อกับเอเจนซี่ไทย โดยสิ่งที่เอเจนซี่ไทยจะทำได้ก็คือ ปลอบขวัญ พร้อมกับให้รอหางานใหม่ ซึ่งตรงนี้เชื่อว่า 99% ของเด็กที่เข้าร่วมโครงการจะเริ่มวีน ว่าให้รออะไร คนจะอดตายอยู่แล้ว และเริ่มออกมาด่าเอเจนซี่ตามเวปบอร์ดกันว่าเอเจนซี่เลวร้ายมาก โดนลอยแพ จริงๆแล้วต้องทำความเข้าใจก่อนนะว่าเอเจนซี่ไทยน่ะ เค้าช่วยแล้ว แต่เค้าช่วยได้ในขอบเขตของเค้า ก็คือติดต่อไปยังเอเจนซี่ที่อเมริกาเพื่อหางานให้ใหม่ เพราะลำพังตัวเค้ามันมาหางานให้น้องๆเองไม่ได้ และขั้นตอนตรงนี้มันต้องใช้เวลาบางคนโชคดี วันรุ่งขึ้นก็ได้งานใหม่แต่บางคนรอมา 2 อาทิตย์แล้ว ยังไม่มีงานมาเลย บางคนร้อนใจรอได้ไม่นานก็เริ่มออกหางานใหม่เอง มันก็ดันไปสมัครแล้วเค้ารับพอดีก็จะออกมาบอกว่า เอเจนซี่ไม่ช่วยหางาน เราต้องเดินหางานเอง ถ้าเราไม่ทำเอง ป่านนี้คงไม่มีงานทำ คือ…เค้าน่ะก็ช่วยหา แต่ด้วยความที่คุณก็หาด้วย พอคุณได้งานเร็วกว่า คุณก็ไปโทษเค้าว่าไม่ช่วย โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังแล้วเค้าพยายามติดต่อน้องๆที่ทำงานที่อื่น ว่านายจ้างน้องพอมีที่ว่างไหม? มีเด็กในเอเจนตกงานนะ กระจายข่าวหน่อยบลาๆ หรืออีกกรณีที่พอตกงานแล้ว คุณไม่ช่วยเขาหา นั่งรอความช่วยเหลืออย่างเดียว ซึ่งโอกาสได้งานมันก็จะน้อยกว่าไอ้แบบแรกที่ตัวเองก็ช่วยตัวเองด้วย คุณก็จะออกมาพูดอีกว่า เอเจนไม่หางานให้ซักที รอเป็นเดือนแล้วไม่มีงาน สรุปแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณถูกลอยแพ ไม่มีงานทำ สิ่งที่คุณควรจะทำ ก็คือติดต่อไปที่เอเจนซี่ บอกกล่าวถึงปัญหา แล้วจากนั้นตัวเองก็เดินหางานเองด้วย อย่ารอให้เขาหยิบยื่นให้อย่างเดียว เพราะคุณเดินหางานเองคุณเองก็มีโอกาสได้งานเร็วขึ้น แถมเลือกงานได้ตามใจชอบ ไม่ต้องขนข้าวของย้ายรัฐอีกต่างหาก

10. ทำยังไงไม่ให้ถูกลอยแพ ?

คำว่าลอยแพนี้ ส่วนมากจะหมายถึงกรณีที่ไปถึงอเมริกาแล้วไม่มีงานทำแต่อีกกรณีนึงก็คือ เลือกงานแล้ว จ่ายเงินแล้ว คอนเฟิร์มมาว่าได้งานแน่นอน กำลังจะจองวันสัมภาษณ์อยู่แล้วเชียว แต่วันดีคืนดี ก็มีสายด่วนโทรมากระซิบ ว่านายจ้างเค้ายกเลิกงาน!! แบบนี้ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยเพราะช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ คือดวงซวยนั่นเอง ที่ทำได้ก็คือต้องเลือกงานใหม่ ที่แม้ไม่อยากทำก็ต้องเลือกหรืออีกกรณีนึงคือตกลง เจรจาขอเงินคืน แล้วไปสมัครกับเอเจนซี่ใหม่ส่วนลอยแพประเภทที่ไปถึงอเมริกาแล้วไม่มีงานทำ แบบนี้เจอเยอะมาก ซึ่งมันก็มีหลายสาเหตุนะ จะเล่าให้ฟัง สาเหตุแรกคือสาเหตุราหูอมดวง คือ ดวงซวยมากกกกก พวกนี้จะโดนลอยแพแบบไม่มีเหตุผลตั้งแต่วันแรกหรือเหตุผลที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เช่น เศรษฐกิจไม่ดี ของขายไม่ค่อยได้นายจ้างเลยเปลี่ยนใจไม่รับหรืออาทิตย์ที่แล้วพายุเฮอริเคนเข้าพอดีข้าวของเสียหายหลายแสน ต้องปิดปรับปรุงซ่อมแซม คนที่เจอราหูอมดวงแบบนี้ ซวยกับซวย ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องหางานใหม่สถานเดียว สาเหตุที่สองคือสาเหตุสมควรโดน อันนี้คืออะไรทำไมชื่อแรงจัง? สาเหตุนี้เป็นข้อเตือนใจเลยนะ ว่าเวลาเลือกงานให้ประเมินระดับภาษาตัวเองก่อน ถ้าหากว่าคุณเป็น Beginner เวลาเลือกงาน อย่าเลือก Advance เด็ดขาดให้เลือกให้ตรงกับระดับภาษาของตัวเองจริงๆ ยกเว้น Advance มาเลือกงาน Beginner แบบนี้ได้ ไม่มีปัญหา คุณรู้ไหมว่าปีๆนึง เด็กที่เข้าร่วมโครงการโดนไล่ออกเพราะเรื่องภาษาเยอะมาก หรือหากว่าเขาไม่ไล่ออก เขาก็เปลี่ยนตำแหน่งให้คุณ ซึ่งแน่ล่ะว่าคุณคงไม่พอใจแน่ๆ ถ้าหากว่า job offer เขียนว่าเสิร์ฟ แต่ได้ไปทำจริงแค่กวาดพื้น กรณีเปลี่ยนตำแหน่งนี่เราว่า นายจ้างเค้าใจดีแล้วนะ เจอกรณีไล่ออกนี่ถือว่าเศร้าเลย เศร้าจากการโดนไล่ออกไม่พอ ไอ้ตอนที่งานใหม่มาแล้วต้องย้ายเมือง ย้ายรัฐนี่เศร้ากว่า เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด “คุณต้องออกเงินด้วยตัวเอง”

เรื่องที่ 11-20

11. สัมภาษณ์งานโดยนายจ้าง vs ตัวแทนองค์กร ?

อันนี้เป็นหัวข้อที่แตกมาจากที่ให้ไว้ในข้อ 10 แต่สำคัญไม่แพ้กันคนส่วนมากจะเข้าใจว่าเวลาเอเจนซี่ไทยจัด Job Fair คนที่มาสัมภาษณ์คือนายจ้างแต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะ Job Fair บางอัน นายจ้างบินมาเองเลยโดยตรง แต่บางงานจะเป็นตัวแทนจากเอเจนซี่อเมริกา ซึ่งนายจ้างไว้วางใจให้สัมภาษณ์ให้แทน แล้วระหว่างนายจ้างกับตัวแทนองค์กร ต่างกันตรงไหน ? นายจ้าง : หากว่าได้เจอกับนายจ้างเองเลย แบบนี้สบายใจได้ เพราะเขารู้จักเราแล้ว ได้ทดสอบภาษา ได้สัมภาษณ์เราได้ตัวเอง ดังนั้นแล้วเค้าก็จะรับได้ในสิ่งที่เราเป็น ได้เห็นว่าเราพูดภาษาได้ระดับนี้นะ ถ้าเค้ารับคุณเข้าทำงาน ก็แปลว่าภาษาจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเค้าอีกต่อไป ตัวแทนเอเจนซี่ที่อเมริกา : แบบนี้ถามว่าวางใจได้ไหม ? จริงๆก็ยังไม่น่าวางใจเท่าไรนะ บางคนเค้าก็จะปล่อยผ่านแบบง่ายๆ ซึ่งปัญหาการลอยแพมันมาจากตรงนี้ส่วนหนึ่ง คือนายจ้างตั้งความหวังไว้ว่า เด็กที่มาจะต้องพูดได้ อ่านได้คล่อง แต่พอตัวแทนองค์กรสัมภาษณ์โดยที่นายจ้างไม่ได้มารับรู้ด้วยตัวเอง ดังนั้นความคลาดเคลื่อนมันสูง คือนายจ้างต้องการ Advance ชนิด ที่ว่าถามปุ๊ป ตอบได้ปั๊ป พูดไฟแลบ สำเนียงเพอเฟค อ้วกออกมาต้องเป็น ABCD แต่ Advance ของตัวแทนองค์กรนี้คือ แค่โต้ตอบได้เป็นพอ สำเนียงก็บ้านๆก็โอเค แบบนี้ไงพอเราไปถึงอเมริกา นายจ้างก็จะเกิดการผิดหวัง ว่าคุณสมบัติไม่ตรง ก็เลยเกิดการเปลี่ยนตำแหน่งหรือบางรายร้ายขนาดไม่รับเข้าทำงาน

12. เอเจนซี่ไหนดี ?

เอเจนซี่ไหนก็มีขอบข่ายความรับผิดชอบที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกันแต่ก็จะมีรายละเอียดยิบย่อยแตกต่างกัน เช่น เอเจนซี่ A : บอกว่ามีพี่ๆเดินทางไปด้วย แบบนี้ เค้าหมายความว่าจะต้องเดินทางเป็นกลุ่มก็คือต้องจองสายการบินเดียวกัน วันและเวลาเดียวกัน ซึ่งบางคนยังสอบไม่เสร็จหรือบางคนอยากไปก่อน
ดังนั้นก็พิจารณาเอาเองนะ ว่านั่งเครื่องบินไปคนเดียวได้หรือเปล่า ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย เอเจนซี่ B : มีเจ้าหน้าที่ไปรับที่สนามบิน อันนี้ตีได้หลายความหมาย คำว่ารับ ความหมายแรกหมายถึง มาแค่เจอหน้า say hello แล้วปล่อยให้เดินทางต่อคนเดียวหรืออาจจะใจดีเรียก Taxi ให้ หรือดีมากๆก็คือรับไปส่งถึงที่ทำงาน ซึ่งถ้าไม่ได้ทำงานในเมืองใหญ่จริงๆ แบบนี้ยากกก เอเจนซี่ C : บริการทำ Tax refund หลังจบโครงการฟรี ความหมายคือ เราไม่ต้องควักกระเป๋าเสียเงินทำ Tax refund เพิ่ม แต่ว่าเงินนั้นเค้าจะหักจากเช็คที่ได้ ราคาก็จะอยู่ที่ $40-90 เหรียญ แล้วแต่เอเจนซี่ ซึ่งเอเจนพวกนี้เค้าจะส่งต่อไปให้เอเจนที่เค้ารับทำเรื่อง Tax โดยเฉพาะอีกทางหนึ่งไม่ค่อยมีเอเจนซี่ไหนทำเองหรอก แต่จะว่าไปก็มีบางเอเจนซี่ที่เค้าทำ Tax ให้เด็กเอง
และก็รับทำ Tax จากเด็กนอกเอเจนซี่ด้วย ไปสืบเอาว่าที่ไหนแต่บอกได้เลยว่าไม่แพง นอกจากนี้บริการของเอเจนซี่ต่างๆก็จะคล้ายๆกันหมด ต่างกันแค่เจ้าหน้าที่ของเอเจนซี่ไหนถูกใจเราแค่นั้นเอง ส่วนประการสำคัญอันนึง คือ ให้เลือกงาน ก่อนที่จะเลือกเอเจนซี่ ดีกว่านะ เนื่องจากว่า เอเจนซี่ที่อเมริกา มีน้อยกว่าที่ไทยเยอะ ดังนั้นแล้ว เค้าก็จะส่งงานให้เอเจนซี่ไทย ซึ่งบางครั้ง งานจากเอเจนซี่ที่อเมริกา 1 งาน ก็จะมาปรากฏอยู่ในเอเจนซี่ไทยซัก 4 เอเจนซี่ ทั้งๆที่เป็นงานเดียวกัน ดังนั้นแล้ว ถ้างานที่อยากทำ มีหลายเอเจนซี่ ก็ให้เลือกงานก่อน แล้วมาดูเอเจนซี่ทีหลัง เพราะว่าโอกาสน้อยมากที่เอเจนซี่จะโกงโดยการเชิดเงินแล้วปิดบริษัทหนี อันนี้ไม่เคยเจอนะ หรือใครเคยเจอก็เล่าสู่กันฟังบ้างนะ

13. ค่าโครงการเท่าไร ?

ค่าโครงการก็จะแตกต่างกันไปแต่ละเอเจนซี่ แล้วแต่เค้าจะใช้วิธีดึงดูดแบบไหนส่วนมากจะเห็นอยู่ที่ 49,900 – 79,900 ถ้าสมัครเร็วก็ได้ราคาถูกเพราะมีโปรโมชั่น สมัครช้าราคาก็จะแพงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเอเจนซี่ส่วนมากเค้าจะแบ่งค่าใ้ช้จ่ายเป็นสองส่วน ส่วนแรกเรียกว่าค่าจองงาน : ค่าจองงานก็เป็นเหมือนค่าสำรองที่นั่ง โดยที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่างานนั้นๆ ปีนี้มันจะมาหรือเปล่า แต่บริษัทเค้าก็จะให้ความหวังโดยอาศัยหลักอ้างอิงว่า ปีที่แล้วมี ปีก่อนมี ดังนั้นแล้ว ปีนี้ก็ “น่าจะ” มี หากคุณอยากได้เค้าก็จะให้คุณรีบจ่ายเงินจองเอาไว้ประมาณ 7,900 – 10,000 บาท ซึ่งถ้าหากว่างานนี้มันไม่มา คุณก็จะต้องไปเลือกงานอื่น ซึ่งเป็นปัญหาสากลโลกมากเลยอันนี้ ว่าจ่ายเงินเลือกงานไป แต่สุดท้ายงานไม่มาหรือลดโควต้าลง เอเจนซี่เค้าก็จะให้คุณเลือกงานอื่น ซึ่งทีนี้แหละคุณก็จะว้าวุ่นใจ เพราะไม่อยากทำงานอื่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะจ่ายมัดจำไปแล้ว ทีนี้มีข้อแนะนำว่าคุณก็เลือกเอา ว่าจะยอมเอางานของเอเจนซี่เก่าหรือจะยอมทิ้งมัดจำเปลี่ยนเอเจนซี่ โอเคนะ ที่เงินจำนวนนี้ที่เมืองไทยเนี่ยมันเยอะ แต่อยากให้ข้อคิดอีกแง่นึงนะ ว่าพอไปถึงโน่น คุณทำงาน 2-3 วันคุณก็หาเงินมาได้เท่าที่จ่ายไปนี้แล้ว คุณจะยอมทนกับงานที่คุณไม่อยากทำไปตลอด 3 เดือน หรือจะเสียเวลาเพิ่มอีก 2-3 วันเพื่อดูงานใหม่ที่คุณอาจจะพอใจกว่า ส่วนที่สอง : ส่วนนี้เป็นค่าโครงการจริง รวมค่าวีซ่า ค่าเข้าร่วมโครงการ อยู่ที่ประมาณ 45,000 – 55,000 บาท โดยก่อนที่คุณจะบอกว่าเอเจนไหนถูก คุณควรถามเค้าให้แน่ใจเสียก่อนว่าค่าโครงการ รวมค่าจองงานแล้ว ทั้งหมดคุณต้องจ่ายเท่าไร ซึ่งปกติก็จะ 45,000 – 55,000 บาท บางเอเจนซี่เค้าก็จะมีทริค ก็เก็บค่ามัดจำงานเพียง 7,900 บาท แต่คุณไปดูค่าโครงการเค้าเถอะว่าเท่าไร ส่วนมากถ้ามัดจำแพง ค่าโครงการก็จะถูก ถ้ามัดจำน้อยจ่ายค่าโครงการทีหลังจะแพง

14. สมัครได้ถึงเมื่อไร ?

ปกติจะเริ่มสมัครได้ตั้งแต่เดือน มิถุนายนเป็นต้นไป เรื่อยไปจนถึงปลายเดือนมกราคม แต่ว่างานจริงๆของปีนั้นๆ มันจะเริ่มทยอยมาก็คือราวๆเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ดังนั้นแล้ว งานที่เค้าเอามาโชว์ในช่วงแรกๆก็จะเป็นอย่างที่บอก คืองานของปีที่แล้ว งานปีก่อนหน้าโดยไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่างานนั้น ณ ปีนี้จะมาหรือเปล่า พูดอย่างนี้ตกลงควรรีบสมัครหรือไม่ควร ? อันนี้วัดใจเอาเลย ถ้างานที่มันมาซัก 5 ปีติดต่อกันแล้ว แบบนี้ก็ค่อยหน้าไว้ใจหน่อย แต่ถ้างานที่แบบว่าปีที่แล้วเพิ่งเปิดปีแรก ก็ให้ไปถามฟีดแบคจากคนที่ไปมาจริงๆ ว่าโอเคไหม มีใครทะเลาะตบ ตี กับเพื่อนร่วมงานหรือเปล่า ถ้าปีที่แล้วไม่ได้ไปสร้างปัญหา ปีนี้ก็มักจะมีงาน และหากรองานมานานแล้วคุณก็ไม่ต้องเป็นกังวลค่ะ อย่าเพิ่งท้อแท้ อย่างที่บอกว่างานจะมาเรื่อยๆ ช่วงที่งานเยอะๆก็จะเป็น กลางตุลาคม – กลางธันวาคม แต่ถ้าเป็นช่วงหลังคริสมาสต์แล้วล่ะก็ ช่วงนี้รออีกยาว เพราะบริษัทที่อเมริกาเค้าก็ทยอยปิดทำการเตรียมต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นแล้วช่วงนี้งานจะไม่มา จะหยุดชะงัก อยากให้กำลังใจคนที่รองานนานแล้วแต่ไ่ม่มานะ ปีแรก Nakoze สมัครตั้งแต่กลางๆ ปี แต่มาได้งานตอนปลายเดือนมกราคม ส่วนปีที่สอง Nakoze ก็ได้งานช่วงเดือน พฤศจิกายน ช่วงแรกๆเราอาจจะนอยด์ไปบ้างเวลามีคนมาถามว่ายังไม่ได้งานอีกหรอก็อย่าไปจิตตกมาก ถือคติหัวเราะทีหลังดังกว่า ฮ่าๆ

15. Start date - End date ?

วันเริ่มงานแต่ละสถานที่ทำงานก็จะแตกต่างกันออกไป Start date : ปกติก็จะกำหนดระยะเวลา Start date 1-30 March ซึ่งหมายความว่า คุณควรจะเริ่มงานได้ภายในช่วงนี้ ถ้าเริ่มงานได้หลังจากนี้ก็ไม่ควรไปเลือก ก็ให้เลือกงานอื่นที่เค้ามี Start date ช่วง 15 April แทนก็แล้วกัน เพราะจะได้จับคนให้ถูกกับงาน ดีกว่าคุณไปกันที่เค้านะ End date : ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 June – 30 June ซึ่งอันนี้แล้วแต่งานมากๆ บางงานเค้ากำหนดไว้แค่ 15 May ก็มีแบบนี้ถ้าโดนเลิกงานไว คุณก็แย่หน่อย เพราะไม่มีงานทำแล้ว ก็ไม่เป็นไร ไปเที่ยว ไปสนุกกับช่วงเวลาที่เหลือแทน ถ้าหากมีปัญหาเรื่อง End date เช่นขอเลิกงานก่อน แต่ก่อนไม่เกิน 1 อาทิตย์ แบบนี้อยู่ในขั้นโอเค แต่บางคนพอไปถึงแล้วทำไม่ไหว ขอเลิกงานก่อนซักเดือนนึง แบบนี้คุณอยู่ในขั้นเลวร้ายมาก เพราะ คุณกำลังทำให้นายจ้างไม่พอใจ แล้วเมื่อเขาไม่พอใจ ปีต่อไปเขาก็ไม่อยากรับเด็กไทย น้องๆรุ่นต่อไปก็มีตัวเลือกน้อยลง แบบนี้เรียกว่ารุ่นพี่ไปทำชื่อเสียเอาไว้ อันนี้เราไม่ได้พูดถึงกรณีคนที่มีธุระจำเป็นจริงๆนะ จำเป็นหรือไม่จำเป็นอันนี้คุณก็รู้อยู่แก่ใจ โกหกใครได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้หรอกนะ

16. ขอเพิ่ม - ลดชั่วโมงทำงานได้ไหม ?

ขอเพิ่มชั่วโมง : ถ้าที่ร้านวันนึงๆ ได้แต่นั่งตบยุงกับเพื่อนข้างๆ 2 คน ลูกค้าเข้าร้าน ชั่วโมงละ 2 คน แบบนี้แค่เค้าไม่ไล่ออกก็ควรจะดีใจแล้ว แต่ถ้าคุณเห็นว่าร้านคุณ busy ตลอดเวลา อย่างนี้การขอเพิ่มชั่วโมงทำงานมีโอกาสได้สูงให้คุณลองไปคุยกับ manager โดยตรงเอาเอง ขอลดชั่วโมง : เป็นสิ่งต้องห้ามเลยเพราะคุณกำลังทำให้นายจ้างไม่พอใจ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจนึงอยู่ คุณสัมภาษณ์ รับพนักงานคนนึงเข้ามา สิ่งที่คุณคาดหวังก็คือ พนักงานคนนี้จะทำงานให้คุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้คิดไว้เสมอว่าตอนสัมภาษณ์งาน คุณอยากได้งาน คุณพูดเอาไว้อย่างไรบ้าง พอได้งานสมใจแล้วก็ช่วยทำตามปากว่าด้วยแล้วหากว่าคุณไปขอลดชั่วโมงเค้า เหตุผลคืออะไร ? แน่นอนที่นั่นไม่ใช่ประเทศไทย ที่คุณจะไปอ้างเค้าว่า เลี้ยงลูก สามีโทรตาม แม่ยายเข้าโรงพยาบาล บลาๆ เหตุผลเดียวที่คุณไปขอลดชั่วโมงทำงานนั่นคือ คุณไม่อยากทำ คุณทำไม่ไหว คุณไม่สู้ แล้วคุณคิดหรอว่าเหตุผลตื้นๆแค่นี้นายจ้างเค้าจะไม่รู้ พอคุณไปขอลดชั่วโมง เค้าก็ไม่พอใจ เค้าอาจจะแจ้งองค์กร terminate visa คุณ กรณีที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดนะ มันเคยเกิดขึ้น สุดท้ายคนๆนั้นก็ถูกไล่ออกแค่นั้นอาจจะฟังดูไม่เลวร้าย แต่มันเดือดร้อนมาถึงรุ่นน้องนี่แหละ อดได้งานดีๆทำเลย เพราะต้องเป็นแพะรับบาปแทนไอ้พวกรุ่นพี่ที่ก่อเรื่อง

17. ทำงานอะไร ที่ไหนดี ถึงจะได้ 2nd job ?

ไม่มีใครตอบได้ว่างานอะไร ที่ไหนดี ถึงจะได้ second job อาจจะมีคนมาบอกคุณว่า เนี่ยๆ ปีที่พี่ A ไปนะ พี่ A ได้เงินกลับมาตั้ง 2 แสนแน่ะ แต่คุณขา คุณอย่าลืมว่าไอ้พี่ A ของคุณ มันไปมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ดังนั้นสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป มันอาจจะไม่มีแล้ว หรืออาจจะมีเยอะกว่าเดิมก็สุดทราบได้ ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ดีนัก คนตกงานเป็นเบือ ภาวนาให้งานหลักเค้าไม่ลอยแพคุณน่าจะดีกว่านะ เรื่อง second job หวังจะหาได้ แต่ว่าอย่าถึงขั้นกระเสือกกระสน เช่น ไปโกหกนายจ้าง หรือโกหกคนอื่นเพื่อหางาน ยิ่งร้านไทยที่หลายๆคนตั้งความหวังเอาไว้ คุณต้องทำความเข้าใจนิดนึง ว่าคนไทยเนี่ยอยู่อเมริกาเยอะมากกกกกกก ดังนั้นแล้วร้านอาหารไทยทั้งหลาย เค้ามีตัวเลือกอีกเป็นร้อยคน เค้าไม่ค่อยอยากจะจ้างเด็ก Work and Travel หรอก เพราะว่า คุณอยู่ได้แค่ 3 เดือน แล้วร้านอาหารไทยที่คุณจะไปทำ หากว่าคุณเป็นผู้หญิงก็อาจจะได้ทำเสิร์ฟหรือเป็นมือแอป ก็คือทำในครัว ตรงนี้กว่าเค้าจะเทรนคุณ ใ้ห้คุณทำงานได้ เสียเวลาไปหลายอาทิตย์เลย พอเริ่มทำงานจนคุณเริ่มคล่องงานแล้ว คุณก็จำต้องจากลากลับประเทศเพราะหมดสัญญาซะอย่างนั้น แบบนี้เค้าก็เทรนไปเสียแรงเปล่า อย่างที่สองคือการไป Work สถานะคุณคือลูกจ้างของงานหลัก ดังนั้นแล้วคุณต้องทำงานหลักอย่างเต็มตัวเป็น full time ซึ่งหมายความว่าคุณจะเหลือเวลาไปทำร้านไทยอีกประมาณ 2-3 วันต่ออาทิตย์ ซึ่งหลายๆที่เค้าไม่รับ เค้าเองก็ต้องการ full time เหมือนกัน หลายๆคนหัวใส งั้นไปขอลดงานหลัก มาทำร้านอาหารไทยแทนแล้วกัน จะได้จับปลา 2 มือเลย อิ่มเร็วๆ แต่ขอโทษคุณ อย่าลืมว่าหากนายจ้างงานหลักเค้าไม่พอใจ เด้งคุณออกจากร้าน โดน terminate visa แล้วแบบนี้ คุณจะหนีไปทำงานร้านไทย สถานะคุณมันก็กลายเป็นอยู่อย่างผิดกฏหมาย สุดท้ายจับปลาไม่ได้ซักมือ แล้ววีซ่า J1 สำหรับ Work and travel มันจะมีงานบางประเภทที่คุณไม่สามารถทำได้ เช่น งานเลี้ยงเด็ก

17. ไป Work and travel ได้กำไร vs ขาดทุน ?

แน๊หูผึ่งกันเป็นแถบ ถ้าอยากได้ยินคำว่ากำไรเป็นแสน ก็คงต้องขอแสดงความเสียใจด้วยด้วยจ้าาา ปีแรก : ทำงานได้ $7.25/hr แล้ว last pay check ออกมาได้ประมาณ 2,200 กว่าเหรียญ จ่ายค่าบ้านเสร็จสรรพ ออกมา ขาดทุน 8 หมื่นบาท ปีที่สอง : ทำงานได้ $9+bonus/hr last pay check ออกมาได้ประมาณ 3,000 กว่าเหรียญ จ่ายค่าบ้านโน่นนี่นั่น ขาดทุนประมาณ 5 หมื่นบาท แต่ปีที่สองนี้เรากินดี อยู่ดี แต่ก็ไม่ค่อยได้ช็อปเหมือนเดิม

19. อะไรคือ SSN , SSC ?

SSN : Social Security Number / SSC : Social Security Card ก็คือใน SSC จะมี SSN งงป่ะ ฮ่าๆ SSC ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ WAT และโครงการอื่นๆที่มีการทำงาน มีรายได้เกิดขึ้น ต้องเสียภาษีให้ประเทศอเมริกา ผู้นั้นต้องมี SSC แล้ว SSC ได้มาจากไหน ? อันนี้แล้วแต่นะ บางนายจ้างเค้าจะให้ไปทำเอง แต่ก็เป็นส่วนน้อยล่ะส่วนมากเค้าจะพาไปทำ ซึ่งพอไปถึงแล้ว ไม่ต้องรีบแจ้นไปทำนะรอซัก 1 อาทิตย์ก่อน ให้ทาง immigration เค้าส่งฐานข้อมูลอะไรเข้าระบบแล้วจากนั้นคุณก็ค่อยไปทำ ระยะเวลาในการทำ SSC หลังจากกรอกเอกสารและยื่นแล้วคุณก็จะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ – 1 เดือน ในการรอรับบัตรทุกคนจะได้รับ SSC ใช่ไหม ? ทุกคนต้องได้รับ แต่ก็มีคราวซวยบางคน อย่างเช่นตอนที่เราไปทำ SSC ปรากฏว่าเราลืมเอกสารไว้ที่บ้าน ไม่ได้เอาไปทำ ทำให้เราไปทำ SSC ล่าช้ากว่าเพื่อนๆไปประมาณ 3 วัน แต่เรากลับเป็นคนแรก ที่ได้รับ SSC เนื่องจากเพื่อนๆคนอื่น ทาง office แจ้งว่าเกิดปัญหาในการทำ คือเหมือนเค้ายังไม่ได้รับข้อมูลจาก immigration ก็เลยดำเนินการไม่ได้ คุณคิดว่านานเท่าไรกว่าเพื่อนเราที่เหลือจะได้รับ SSC ? โอเค อย่าเดาเลยท่าจะเดายาก ตอบเลยแล้วกัน จนปัจจุบันนี้ เวลาผ่านไป 2 ปีแล้ว เพื่อนเราก็ยังไม่ได้รับ SSC เลย

20. ทำงานแล้วจะได้รับเงินยังไง ?

หลังจากที่คุณไปทำ SSC แล้ว ก็ต้องรอเวลาจนกว่าจะได้ SSC มาครอบครองทางนายจ้างจึงจะออก pay check ให้ได้ pay check ตัวนี้ภาษาไทยก็คือเช็คนี่แหละ การทำงานที่โน่น นายจ้างไม่มีจ่ายเงินสด [pay on hand] นะ เพราะถือว่าไม่มีหลักฐาน ที่โน่นทำอะไรต้องมีหลักฐาน มีใบเสร็จทุกครั้ง ดังนั้นแล้วคุณต้องเผื่อเอาเงินไปให้พอ สำหรับช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินจากทางนายจ้าง ส่วนมากก็จะเผื่อเงินไว้ให้พอ 2 สัปดาห์แรก พอนายจ้างจ่ายเงิน อันนี้แล้วแต่สถานที่ทำงานนะ บางที่จ่ายเป็น pay check วิธีใช้ก็คือให้คุณเอาไปขึ้นที่ธนาคาร พกพาสปอร์ตไปด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่เค้าก็จะถามว่าเอาแบงค์อะไรบ้าง ก็ตอบไปเลยว่าขอรวมๆกัน ตอนขึ้นเช็คนี้ก็ให้ดูว่าเช็คที่นายจ้างออก มันโคกับธนาคารอะไรที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม หากไม่แน่ใจก็ถามนายจ้างเอา หากนายจ้างไม่ได้จ่ายคุณด้วย pay check แล้วก็จะจ่ายคุณอีกแบบนึงก็คือ ให้เป็น บัตร Debit โดยที่ไม่ได้ขึ้นกับธนาคารไหนนะ ฝากไม่ได้ ถอนได้อย่างเดียว เพราะคนฝากคือนายจ้าง อันนี้สะดวกมากค่ะเพราะไม่ต้องเอาเงินออกมาทั้งก้อน แบบ pay check คุณจะถอนเท่าไรก็ถอนได้ตามสบาย จะถอนกี่ครั้งก็ได้ แต่!! ในความสะดวกนั้นมันมีปีศาจร้ายแฝงตัวอยู่ด้วยว่าค่าธรรมเนียมการกดบัตรนี้ครั้งละ $1-2.5 โอ้แม่เจ้า ทีนี้มันก็จะเกิดประเด็น ที่ถ้าคุณถอนครั้งละนิด ครั้งละหน่อย ค่าธรรมเนียมบานแน่ๆ อีกทั้งหากคุณไม่ถอนให้หมดที่อเมริกา คุณเอากลับมาใช้ที่ไทย คุณจะเจอวิบากกรรมร้ายแรง คือแค่เช็คเงินผ่านตู้ไม่ว่าธนาคารไหนคุณก็เสียเงินฟรีๆแล้ว 100 บาท Nakoze พบปัญหานี้ เมื่อเงินก้อนสุดท้าย มันโอนมาไม่ทันวันที่ Nakoze กลับ ทำให้ Nakoze ค้างยอดไว้ในบัตรเกือบ 9 พันบาท มากดที่ตู้ไทย ก็คำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารปรากฏว่า กดเิงินไป 11 ครั้ง ตู้ขึ้นว่า เงินไม่พอทุกครั้งที่กด ไอ้เราก็ใจเสีย ก็ยอมเสียเงิน 100 บาทเช็คยอดจากตู้ตรงนั้นเลย ปรากฏยอดขึ้นเหลือแค่ ประมาณ 7 พัน สุดท้ายคือยอมตัดใจ จาก 9 พัน Nakoze กดออกมาแค่ 6,500 พัน แล้วกลับมาบ้านเช็คยอดผ่านเวปไซต์ผลปรากฏว่า ….. ตอนที่มันขึ้นว่าเงินไม่พอ แล้วNakoze กดใหม่ มันถือว่าทำรายการก็เลยหักเงิน สุดท้าย Nakoze ฟันค่าโง่ไปบาน จากที่ควรจะได้ 9,000 บาท สรุป ได้แค่ 6,500 บาท เสียค่าโง่ไปถึง 2,500 บาท

เรื่องที่ 21-30

21. เปิดบัญชีนั้นสำคัญไฉน ?

นั่นสินะมันสำคัญตรงไหน ? อันนี้บอกตรงๆว่าไม่มีประสบการณ์และ WAT ไม่ได้บังคับให้คุณๆเปิดบัญชีนะ แต่ถ้าคุณๆ ไม่ไว้ใจในฝีมือการเก็บรักษาทรัพย์สินของตัวเอง เปิดบัญชีก็ไม่เสียหายแต่ว่าต้องเช็คข้อแม้ในการปิดบัญชีดีๆนะ ว่าเสียค่าธรรมเนียมไหม หากคุณจะถอนเงินออกให้หมดเพื่อปิดบัญชี แล้วหนีกลับไทยธนาคารบางแห่งไม่อนุมัติให้คุณทำอย่างนั้น เค้าจะกักเงินคุณไว้ประมาณ$25 แต่ Nakoze ไม่เคยเปิดบัญชีนะ เรียกได้ว่าซ่อนเงินดีมากๆ ฮ่าๆ จริงๆไม่ใช่ ไม่มีเงินให้เก็บไง แต่ว่า ถ้าคุณเป็นคน ป้ำๆเป๋อๆ ไม่เป๊ะเรื่องเงิน ให้เอาไปฝากไว้เถอะ นอกจากจะเป็นห่วงสวัสดิภาพเงินในกระเป๋าคุณแล้ว มันยังจะทะเลาะกันด้วยเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น เงินคุณหาย แน่นอนคุณก็มั่นใจว่าคุณไม่ได้ทำหาย ถ้างั้นใครจะเอาไปล่ะ ? ทีนี้คุณก็จะเกิดอาการโทษคนโน้น โทษคนนี้ไปเรื่อย แล้วคุณคิดดู คนปกติจะมีใครชอบไหมเวลาโดนใส่ร้ายว่าขโมยเงิน พอไอ้คนโน้นก็มั่นใจว่าไอ้นี่เอาไป ไอ้นี่ก็บอกว่าไม่ได้เอา ไม่ได้เอา
สุดท้ายทะเลาะกันมองหน้ากันไม่ติด จบข่าว

22. เมืองนี้ดีไหม ?

อันนี้ปัญหา top hit ที่ถามกันประจำมากกก โอเค อย่างแรกต้องเข้าใจก่อนว่างาน Work and Travel มีงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้วบางที คุณอาจจะไปเป็นเด็กไทยคนแรกที่ได้ทำงานนั้น อย่างเราก็เป็นรุ่นบุกเบิกถึง 2 ครั้ง 2 ครา ปัญหามันจึงอยู่ที่ว่าไม่มีใครสามารถบอกรายละเอียดเมืองได้ แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ ถึงจะพอรู้รายละเอียด เอาหูมาทางนี้ Nakoze จะชี้ทางให้จ้า ง่ายมากๆ แค่โหลดโปรแกรม Google earth มาไว้ในเครื่อง ใส่ชื่อเมืองลงไป จากนั้นก็ดูผังเมืองเอานะว่าห่างจากเมืองใหญ่ๆแค่ไหน และสิ่งที่ต้องดูว่าในเมืองนั้นๆมีหรือเปล่าคือ ซุปเปอร์มาเก็ต อันนี้สำคัญมากนะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานร้านอาหาร ดังนั้นแล้วหลังจากคุณได้เห็นเมืองให้คุณ search หาเพิ่มเติม โดยหาว่ามีห้างอะไรบ้าง ห้างหลักๆก็ืคือ walmart , target , k-mart ถ้าหากว่าเมืองที่คุณจะไปทำงานมันมี ก็โอเคค่ะรอดตายแล้ว ที่เหลือก็ดูภูมิทัศน์เอาว่าชอบหรือไม่ นอกจากนี้หากไม่รู้ว่าจะคาดคะเนยังไง Nakoze ยังนำเสนอเวปไซต์นี้ www.bestplaces.net/city ซึ่งคุณสามารถเปรียบเทียบเมืองที่คุณจะไป กับเมืองอื่นๆในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้คุณพอจะเทียบจำนวนประชากรได้ง่าย

23. เมืองไหนค่าครองชีพถูกบ้าง ?

ถ้าไม่เทียบกับนิวยอร์คซิตี้นะ ตอบได้เลยค่ะว่าครองชีพทุกเมืองเรียกได้ว่าเกือบเท่ากันหมดนั่นหล่ะ เนื่องจากว่าไป WAT ส่วนมากเค้ามีบ้านให้อยู่แล้วไม่ต้องไปหาเอง ดังนั้น น้องๆก็จะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าค่าบ้านของน้องๆเท่าไร ค่าครองชีพอื่นๆ เช่นการเดินทาง ก็จะมีระบุใน Job offer อยู่แล้ว ว่าการเดินทางจากบ้าน-ที่ทำงานไปยังไง ถ้าต้องขึ้นรถโดยสารก็อาจจะเจอราคาเที่ยวละ $0.50-1.5 แต่ส่วนมากแล้วก็จะอยู่ในระยะที่ปั่นจักรยานหรือเดินไปได้ ส่วนเรื่องค่ากิน จริงอยู่ที่แต่ละรัฐมี sales tax ที่ต่างกัน แต่ว่าคุณขา เชื่อเถอะว่ามันไม่ทำให้คุณประหยัดได้เป็นหมื่นหรอก ดังนั้นแล้ว อย่าฟังเค้าพูดมากจ้าว่ารัฐนี้ tax ถูกบลาๆ ให้เลือกรัฐที่เราอยากไปจะดีกว่า ส่วนที่ไม่เทียบกับ NYC เพราะอะไร? แน่นอนว่า NYC แพงกว่าอยู่แล้ว ไอ้ที่แพงไม่ใช่แพงค่ากินนะ ค่ากินเนี่ย ถ้ารู้แหล่งกินแหล่งซื้อจริงๆก็จะถูกมาก แต่ไอ้ที่ทำให้ NYC แพงกว่าชาวบ้านก็คือเรื่องค่าเช่าบ้าน กับ transportation cost ที่แกมๆบังคับให้คุณจ่ายค่า Subway เดือนละ $104 ซึ่งอาจจะปรับขึ้นได้อีก แต่ทั้งนี้แลกกับการที่คุณสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้วล่ะก็ บอกได้เลยว่าคุ้มจ้า !!

24. เมืองใหญ่ VS เมืองเล็ก ดีกว่ากัน ?

อีกคำถามโคดฮิตที่ไม่ได้ต่างจากข้างบนเลย มีหลายๆคนบอกว่าให้ไปเมืองเล็กดีกว่าเพราะเมืองใหญ่ค่าครองชีพแพง เมืองใหญ่เอาไว้เที่ยวก่อนกลับดีกว่านะ บลาๆ แต่คุณขา คุณรู้ไหมว่าคนที่พูดๆกันทั้งหลายแหล่ มีกี่คนที่เค้าได้ทำงานที่เมืองใหญ่จริงๆ เราเองเคยทำงานทั้งในเมืองเล็ก และเมืองโคดใหญ่อย่าง NYC ดังนั้นแล้วเราเองคิดว่าในฐานะที่คุณเป็นนักท่องเที่ยว คุณก็เห็นแค่ด้านหนึ่งของมัน คุณไม่ได้เห็นมันทั้งหมด เพราะคุณเป็นนักท่องเที่ยวคุณจึงไม่รู้ว่าร้านไหน sale ทุกวันอังคาร เพราะคุณเป็นนักท่องเที่ยวทำให้คุณต้องนอนโรงแรมราคาหลายสิบเหรียญต่อคืน เพราะคุณเป็นนักท่องเที่ยวคุณจึงไม่รู้ว่าแหล่งไหนอาหารถูก ไม่รู้ว่าร้านไหนลดราคาหลัง 2 ทุ่มบ้าง เทียบกับคนที่ได้ใช้ชีวิตจริงๆแล้ว เราเรียกมันว่าเกินคุ้มอ่ะ ก่อนอื่นคุณอย่าลืมว่า WAT มันแค่ 3 เดือน คุณไม่ได้จะมาย้ายรกรากถาวร 3 เดือนนี้แพงต่างกันก็แค่ค่าบ้าน ค่ารถ แต่ประสบการณ์ที่คุณได้มีเยอะแยะ พูดทั้งปีก็ไม่หมด ดังนั้น Nakoze ขอสนับสนุนว่า ใครใคร่ไปเมืองใหญ่ไป ใครใคร่ไปเมืองเล็กไป แต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันดังนั้นแล้วไปตามใจตัวเองเถอะจ๊ะ

25. ต้องหาบ้านเองไหม ?

โครงการนี้มีบ้านหลายแบบ บางที่ทำงานจะได้อยู่บ้านเป็นหลังบางที่ได้อยู่โฮสเทล [ไม่เหมือนhotelนะ hostel จะเป็นระดับล่างกว่า] บางที่ให้นอนในโรงแรมที่ทำงานเลย บางที่เป็นอพาร์ตเม้น บางที่ให้หาบ้านเอง เด็กๆอย่าเพิ่งตกใจไปนะ ไอ้งานที่ให้หาบ้านเองเนี่ยมีน้อยมากๆ 1% เท่านั้นแหละ และส่วนมากเป็นงานที่ทำในเมืองใหญ่ เช่น นิวยอร์คซิตี้ , แอลเอ , ซานฟราน นอกนั้น 99% มีบ้านให้หมด ส่วนสภาพบ้านเป็นยังไงนี้ยากจะคาดเดา และก็ไม่เสมอไปที่ปีที่แล้วได้พักที่ไหน ปีนี้จะได้พักที่เดิม อันนี้ไม่เสมอไปนะ เรื่องบ้าน ก่อนไปให้เช็ครายละเอียดให้ดี ว่าบ้านมีอุปกรณ์อะไรไหม ? ตู้เย็น ไมโครเวฟ เตาอบ เครื่องซักผ้า บลาๆ หากว่าที่พักไม่มีอุปกรณ์ทำอาหาร อันนี้ลำบากนะ แต่ส่วนมากก็จะมีไมโครเวฟแหละ

26. Pocket Money เท่าไรดี ?

แล้วแต่นะว่าไปรัฐไหน เมืองไหน ถ้าไปทำงานที่ต้องหาบ้านเอง กรุณาพก pocket money ไปเยอะๆ ปีแรก Nakoze เอาไป 20,000 บาท ปีที่สอง Nakzoe เอาไป 45,000 บาท เพราะคุณไม่มีโอกาสรู้ว่าคุณจะได้บ้านวันไหน อย่าง Nakoze ไม่มีบ้านซุกหัวนอน เต็มๆ 37 วัน ต้องจ่ายค่าที่พักรายวันเสียหายไป $925 ไหนจะค่ากินอีก และต่อให้มี SSC แล้ว

27. หน้าม้าของเอเจนซี่ ?

พักนี้ม้าระบาดบ่อย ดังนั้นหากมีใครมาถามอะไรในเวปบอร์ด เช่น คำถามยอดฮิต ไปกับเอเจนซี่ไหนดี ? ก็จะมีคนเดิมเข้ามาตอบซ้ำๆ แต่ว่าเมื่อก่อน เธอจะม้าเปิดเผย คือ บอกชื่อบริษัทโต้งๆ แบบไม่ปิดบังหรือไม่อักษรย่อเลยแล้วเธอก็จะให้เบอร์โทรศัพท์ ให้ไลน์ ให้เมล์ ให้เฟส บลาๆ ไว้ติดต่อถ้าคุณไม่ได้ตามกระทู้ คือดูแต่กระทู้ตัวเอง คุณอาจจะคิดว่าเค้ามาดี แต่ถ้าคุณตามกระทู้มาตลอด จะทราบว่า เธอพิมพ์แบบเดียวกันเป๊ะ ทุกกระทู้ที่ถามเรื่องเอเจนซี่ล่ะ จนตอนหลังมีคนจับได้ เธอก็เบาความแรงลง โดยการเอาชื่อเอเจนซี่ออก แต่เนื้อความด้านในยังคงเหมือนเดิม โอเค เธออาจจะไม่ใช่เอเจนซี่มาม้าเองโดยตรง แต่คุณรู้ไหม ว่า WAT มันมีอะไรอีกเยอะ เช่น เอเจนซี่ A : มีข้อตกลงว่า ถ้าพาคนมาสมัครครบ 10 คน จะได้ตั๋วเครื่องบินฟรีไป-กลับ ภายในประเทศสหรัฐอเมริกา เอเจนซี่ B : มีข้อตกลงว่า ถ้าพาคนอื่นมาสมัครจะให้ค่าหัว ในราคาคนละ 500 บาท โห…ไม่น้อยเลยนะ เอเจนซี่ C : มีข้อตกลงว่า ตอนนี้เปิดรับสมัครตัวแทนเอเจนซี่ที่เป็นน้องๆนักศึกษา ถ้าหาคนมาสมัครได้เท่าไรก็จะให้ค่าคอมฯ เอเจนซี่ D : ถ้ามาสมัครเป็นกลุ่ม 15 คน หัวหน้ากลุ่มรับไปเลย ฟรีค่าโครงการ !!!! นี่ไงคุณเห็นไหมว่าเขาได้อะไรตอบแทน ถ้าบริษัทเค้าดีจริง โดยการที่คุณตัดสินใจด้วยตัวเองนะ ไม่ใช่มีพรายกระซิบ ถ้าคุณพิจารณาแล้วเค้าโอเค คุณก็ไปกับเค้า แต่เมื่อใดที่คุณพิจารณาแล้วว่ามันไม่ดี แต่หน้าม้า ฮี๊ กับ กับ กับ ทั้งหลาย คอยกระิซิบเหมือนเป่ามนต์เข้าหูคุณ แบบนี้อย่าไป เชื่อใครไม่ดีเท่าเชื่อตัวเองหรอกนะจ๊ะ อ่อ พวกนี้มีจุดจับสังเกตง่ายๆ ถ้าคุณสนใจเค้าจะบอกคุณว่า ให้บอกเอเจนซี่นะว่ารู้จักกับพี่ XXX หรือบอกโค้ดไปตามนี้นะ เผื่อเค้าจะลดให้ โอเคเอเจนน่ะไม่ลดหรอกย่ะ แต่คนได้ประโยชน์น่ะแกเต็มๆ

28. Code ย่อสายการบิน ?

โค้ดย่อสายการบิน ถามว่าสำคัญไหม? จริงๆก็ไม่ได้สำคัญมาก แต่ว่าก็เป็นสิ่งที่คุณควรจะทราบเอาไว้ เรื่องโค้ดย่อนี้จะเห็นก็ต่อเมื่อไปสนามบิน เตรียมเช็คอิน ขึ้นเครื่องเอาล่ะนะ ไปสนาบินกันเล๊ย …. พอถึงสนามบิน คุณก็จะเห็นบอร์ดอันใหญ่ๆ ซึ่งเป็นบอร์ดที่บอกว่าคุณต้องไปเช็คอินที่ row ไหน ซึ่งมันก็จะมี row A , B , C , D , E , F , G บลาๆ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือนำใบจองที่คุณปริ้นออกมา ดูว่า flight no.ของคุณคืออะไร แล้วเขาเปิดเช็คอินหรือยัง ถ้าเปิดแล้วเช็คอินได้ที่ช่องไหน โค้ดย่อจะปรากฏอยู่ใน flight no. เช่น KE81 แบบนี้ก็จะทราบได้ว่าคุณบินโดย Korean air แม้ว่าจะดูไม่มีประโยชน์แต่ก็ควรทราบไว้นะ เอาล่ะเริ่มเลยนะ Thai airways : TG / Korean airlines : KE / Asiana airlines : OZ / Cathay Pacific : CX / Air China : CA สัญชาติจีน / China airlines : CI สัญชาติไต้หวัน ดูดีๆนะ คนละอันกับ Air China นะ / All Nippon Airways : NH / British Airways : BA / China Eastern Airline : MU / Delta Airlines : DL / Egypt Air : MS / EVA air : BR สัญชาติไต้หวันจ๊ะ / Frontier Airlines : F9 / United Airlines : UA / US Airways : US และท้ายที่สุด American airline : AA อันนี้จำไว้นิดนึงนะ ว่า AA = American Airlines ไม่ใช่ Air Asia หากว่าเป็น Thai Air Asia เค้าจะใช้ตัวย่อว่า FD นะ ดังนั้นแล้วหากท่านจะไปโพสถามตามเวปบอร์ดใดก็ตาม กรุณาใช้ตัวย่อให้ถูกต้องด้วยนะหรือหากย่อไม่ได้ ก็เขียนเต็มนะ

29. Code ย่อสนามบิน ?

อั้นนี้คุณต้องรู้นะ เพราะชื่อสนามบินที่ต่างประเทศมันจำยาก มันจะมีผลเมื่อคุณหาตั๋วเครื่องบินเองไม่ผ่านเอเจนซี่ ตัวนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณหาข้อมูลได้ไวกว่า โดยที่ใ้ช้ตัวย่อแค่ 3 ตัว airport code นี้ Nakoze หยิบมาแค่สนามบินหลักๆที่เป็น port รองรับเด็ก WAT แล้วกัน เริ่มแรกต้องเข้าใจก่อนว่าการบินไปอเมริกา มันจะต้องผ่าน port หลักๆ จากนั้นค่อยต่อเครื่องบินภายในประเทศหรือ domestic flight เข้าไปอีกที และเวลาผ่าน ตม. เราจะ่ผ่านกันที่ port หลัก ซึ่งก็คือ port แรกที่คุณไปถึง สำหรับ port ใหญ่ๆนะคะก็จะมี BKK [ Suvarnabhumi International]: Thailand !!! / ICN [Incheon international airport]: Incheon,South Korea / NRT [Narita international airport] : Tokyo, Japan / HND [Tokyo Haneda International] : Tokyo, Japan / HKG [Hong Kong International] :Hong Kong, Hong Kong / TPE [Chiang Kai Shek International] : Taipei, Taiwan / JFK [John F. Kennedy International airport]: NEW York City,NY / EWR [Newark Liberty International Airport] : NEW York City,NY / LAX [Los Angeles International Airport]: Los angeles,CA / SFO [San Francisco International Airport] : San Francisco,CA / SEA [Seattle Tacoma International Airport ]: Seattle,WA / ORD [O’Hare International Airport] : Chicago,IN / DFW [Fort Worth International Airport ]: Dallas,TX / IAD [Dulles International Airport] :Washington D.C หลักๆก็มีประมาณนี้ คุณจะลง port ไหน คุณสามารถเลือกเองได้ บอกเอเจนซี่ตอนจองตั๋วเอาไว้

30. อยาก Stop Over ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

ก่อนอื่นก็เลือกสายการบินนะ Korean air , Asiana airlines : ให้ stop over ที่เกาหลี โดยที่ Asiana จะแพงกว่า Korean เนื่องจากไม่มีราคาตั๋วนักเรียน และเป็นสายการบินระดับ 5 ดาว อีกทั้งระหว่างการรอเปลี่ยนเครื่องที่เกิน 6 ชั่วโมง Asiana ยังมีบริการพิเศษ ให้เลือกระหว่าง city tour กับโรงแรมให้คุณพักผ่อน All Nippon Air , Delta , American airline : stop over ที่ญี่ปุ่น EVA air : stop over ที่ไต้หวัน / Cathay Pacific : stop over ที่ฮ่องกง / British airways , Turkish air : stop over ที่อังกฤษ โดยคุณต้องถามเอเจนซี่สำหรับกฏระเบียบการ stop over ส่วน Turkish ที่ว่า stop over ที่อังกฤษนั้น ให้สอบถามกฏระเบียบ เงื่อนไขปีต่อปี ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน Turkish air ไม่ให้ทำการ stop over แต่ปีที่แล้วเค้าเปลี่ยนแปลง ให้เลือก stop over ได้ สำหรับปีนี้ ไปติดตามข่าวสารกันเอง สำหรับ Nakoze มีประสบการณ์บินไปอเมริกากับ 2 สายการบินคือ KE และ OZ หากท่านหวังจะ stop over ที่เกาหลี ให้ถามเอเจนซี่เอาว่าจะต้องจ่ายเพิ่มเท่าไร โดยปกติสายการบินอย่าง KE , OZ จะให้ stop over ฟรี 1 ครั้ง แล้วมากกว่า 1 ครั้งได้ไหม ? ตอบ ได้ แต่ต้องเพิ่มเงิน เท่าไรก็ว่าไป ซึ่งบางเอเจน ค่าตั๋วเค้าไม่แพง แต่เค้ามาหากินกับค่า stop over ดังนั้นแล้วหากเค้าเก็บค่า stop over แพงเกิน 2,000 ก็ให้เอะใจได้เลยจ้า แต่ถ้าถามจากหลายๆเอเจนแล้วมันแพงกว่า 2,000 หมดทุกที่ อันนี้ก็แสดงว่า เค้าอาจจะปรับราคาหรืออะไรก็แล้วแต่

เรื่องที่ 31-40

31. อะไรคือ Waiting list ติด Waiting list เลวร้ายไหม ?

Waiting list ก็มีสถานะเป็นตัวสำรอง คือวันที่คุณเลือกเดินทางจำนวนผู้โดยสารมันเต็ม สถานะตั๋วของคุณจึงไม่ confirm ว่าคุณจะได้เดินทางในวันนั้นๆแน่หรือเปล่า ดังนั้นแล้วคุณจึงได้เป็นแค่ตัวสำรอง รอให้ตัวจริงเค้าโทรมาเลื่อนการเดินทาง เราจะทราบไหมว่าเราเป็น Waiting list คนที่เท่าไร? โดยปกติสายการบินจะไม่บอกค่ะว่าเป็นคนที่เท่าไร แต่หากคุณย้ำๆถาม เค้าก็อาจจะบอกมาว่า ช่วงนี้อัตราการเดินทางสูง โอกาสคุณอาจจะมีน้อย แบบนี้ก็ให้ทำใจไว้เลย ติด Waiting list แล้วทำยังไง ? ทำอะไรไม่ได้นะ สวดมนต์รออย่างเดียว แต่ว่าก็จะมีบางกรณีที่ Waiting list แล้วหลุดได้ง่ายๆ อันนี้อยู่ที่ระยะเวลาการ Waiting list เช่น อีก 3 เดือนจะบิน แต่ยังติด Waiting list อยู่เลย ถ้าแบบนี้สบายใจได้ รับรองว่าคุณได้ที่นั่งแน่ๆ แต่ถ้า Waiting list อีก 3 วันจะบินแล้ว อันนี้เสี่ยงอย่างแรงและเป็นสิ่งที่เด็ก WAT เจอกันทุกปี ส่วนมากถ้าเจอ Waiting list กระชั้นชิดขนาดนี้เอเจนซี่จะรีบหาทางช่วย โดยการแนะนำว่าให้เราเลื่อนวันเดินทางไปดีกว่า เพราะว่าโอกาสหลุดน้อยนิดเหลือเกิน คุณนึกออกไหม เด็ก WAT ประเทศไทย อยู่อเมริกาหลายพันคน วันกลับมันก็จะมาพร้อมๆกัน ดังนั้นเที่ยวบินก็เลยมักจะเต็มเสมอ และคุณก็จะได้เห็นเด็ก WAT หลายๆคน นั่งมึนอยู่ที่สนามบิน ในสภาพน้ำท่าไม่ได้อาบ เนื่องจากรอให้ไฟลท์ว่า ในกรณีที่แบบว่าผู้โดยสารบางคนก้างปลาติดคอ ต้องผ่าตัดกระทันหัน ทำให้เค้าซึ่งเป็น waiting list ที่รออยู่ ณ สนามบินมีโอกาสเสียบแทนทันที แล้วจะทำยังไงไม่ให้ติด Waiting list ? ง่ายมาก อย่างแรกเลยคือพยายามกำหนดวันเดินทางให้แน่นอน คือ Nakoze เข้าใจนะว่ามันกำหนดยาก เพราะเราไม่รู้สถานการณ์เบื้องหน้าคือถ้างานดี ก็อยากอยู่ยาว ถ้างานแย่มากๆ ก็อยากจะรีบกลับ ซึ่งอันนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆนะ แต่ถ้าไม่อยากติด Waiting list ให้รีบจองตั๋วกลับ แล้วจองก่อนเท่าไรดี ? ระยะปลอดภัย คือ จองตั้งแต่ต้น – กลางเดือนพฤษภาคม Nakoze เองเคยติด Waiting list 2 ครั้ง ครั้งแรกติดกับ Asiana ปรากฏว่า วันเดียวหลุดได้ confirm ซะงั้น ส่วนครั้งที่สองติดกับ Korean รอมา 2 อาทิตย์ก็ไม่หลุด เพราะคาดว่า เด็ก WAT นิยม korean air จริงไหมจ๊ะ ?

32. ทำไมบางเมือง บางที่ค่าตั๋วเครื่องบินแพงเวอร์ๆเลยล่ะ ?

ราคาตั๋วเครื่องบินขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นว่า ความหนาแน่นของผุ้โดยสารต่อเส้นทางนั้นๆ ถ้าเส้นทางที่มีคนเดินทางหนาแน่น เส้นทางขายดี ค่าโดยสารก็จะถูก เช่น กรุงเทพ – เชียงใหม่ ก็มักจะถูกกว่า กรุงเทพ – พิษณุโลก และเมืองใหญ่ๆที่มีคนเยอะๆ คนก็จะมีตัวเลือกในการเดินทางมากขึ้น สายการบินต่างๆก็ต้องแข่งกันออกโปรโมชั่นมาดึงดูดใจ ดังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่า บางครั้งคนที่ไปเมืองเล็กๆ ก็จะต้องเสียค่าเครื่องแพงกว่าคนที่ไปเมืองใหญ่ๆ หรือกรณีโชคร้ายก็คือไม่มีสนามบิน หรือมีสนามบินแต่ไม่ได้ใช้ในการบิน ใช้ในเชิงพานิชย์ ในเชิงโลจิสติกเสียมากกว่า แบบนี้ก็ต้องหารถบัสกันเอาเอง

33. มารยาทบนเครื่องบิน ?

อันนี้อยากให้อ่านกันจริงๆนะ เพราะทุกวันนี้เจอแต่คนที่ไม่มีมารยาท ไม่ได้บอกให้คุณทำตัวลีบตัวแบนนะ แต่ขอให้นึกถึงคนอื่น อยากให้มีจิตสาธารณะด้วย อย่างแรกเลย เรื่องการขึ้นเครื่อง หากคุณทราบว่าคุณต้องนั่งริมหน้าต่าง กรุณาช่วยเข้าไปเร็วๆหน่อยก็ดี เพราะหากคุณเข้าช้าแล้ว ก็อาจจะลำบากผู้โดยสารท่านอื่น ที่ต้องคอยลุก คอยนั่งหลบเวลาคุณเข้า 2. อย่าพกสัมภาระติดตัวไปเยอะเกิน เนื่องจากช่องเก็บของเหนือศีรษะท่านมีพื้นที่จำกัด จริงๆแล้ว carry on ก็ให้แค่ 1 ใบอยู่แล้ว คำถาม !!! กระเป๋ากล้อง กระเป๋าโน๊ตบุค กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ล่ะ ? นอกจากกระเป๋า 1 ใบที่สามารถยกเก็บในช่องเหนือศีรษะแล้ว ท่านสามารถพกกระเป๋ากล้อง กระเป๋าโน๊ตบุค กระเป๋าสะพายได้ต่างหาก ส่วนกระเป๋าสตางค์ช่วยเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายให้ดีด้วย ส่วนพาสปอร์ตกรุณาเก็บไ้ว้ในกระเป๋าสะพายและเอาไว้ด้านล่าง เพราะท่านอาจต้องใช้มันเวลากรอกใบขาเข้า 3. ดูระยะห่างเก้าอี้ก่อนจะปรับเอน อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล บางคนก็บอก เอ๊า จะปรับ ใครจะทำไม ไม่มีใครห้ามซะหน่อย โอเคนะ ไม่มีคนห้าม แต่มันเป็นมารยาทเข้าใจไหมมมม ปรับเอนได้ แต่เอาแค่พอสมควร อย่าให้ถึงกับเบาะชิดเข่าคนด้านหลังเลย โอเคไหม สงสารเขา 4. ระหว่างมื้ออาหารให้ปรับพนักเก้าอี้ให้ตรง อันนี้คุณแอร์จะคอยเดินบอกคุณอีกครั้ง 5. ปิดหน้าต่างเมื่อคุณแอร์บอกให้ปิดและเปิดหน้าต่างเมื่อคุณแอร์บอกให้เปิด 6. ถ้ารู้ตัวว่าท่อปัสวะมีปัญหา อย่านั่งด้านใน โอเควิวอาจจะดี แต่คุณกำลังลำบากคนอื่นที่ต้องลุกให้นะรู้ไหม 7. อย่าเอาเท้าไปพาดเบาะคนหน้า อันนี้หลายคนบอกเวอร์ แต่มันมีจริงจ๊ะ ไอ้หนุ่มเกาหลีหน้าตาดีคนนึง ตอนมันเดินมานั่งนะ โหย โคดหล่ออ่ะ เบยองจุนชิดซ้ายไปเลย แต่พอมันนั่งเท่านั้นแหละคุณ มันเอาขาน่ะ ขึ้นไปพาดบนผนังข้างเครื่องบิน ไม่พอมันยังยกขาชี้ฟ้าสู้เพดาน มันยังไม่จบกายกรรมกวางเจาของมัน เอาไปพาดบนเก้าอี้คนหน้าต่อ จากที่เห็นว่าหล่อๆอ่ะ เปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทัน 8. อย่าเข้าไปเสริมสวยในห้องน้ำ คือ คุณขา ห้องน้ำเครื่องบินอ่ะ แคบมากๆ อีกทั้งเครื่องนึงอ่ะ มีห้องน้ำอยู่ไม่กี่ห้องเอง ดังนั้นแล้วมันก็ต้องเกิดการรอ คุณจะรู้สึกอายไหม ถ้าเข้าไปนั่งกรีดอายไลน์เนอร์จนอีอาม่าข้านอกมันฉี่เล็ด หรือคุณเข้าไปปาดลิปสติกเพิ่มความจิก จนคนข้างนอกต้องเอามือเคาะประตู แบบนี้คุณอายไหม ดังนั้นแล้ว อย่าทำค่ะ รีบเข้า รีบออก คนอื่นจะได้เข้าต่อ 9. กรุณาปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด กล้อง โทรศัพท์ โน๊ตบุค ไอแพด mp3 เวลาที่เครื่องบินกำลังขึ้น – ลง จริงอยู่ที่คลื่นมันอาจจะแทบไม่รบกวน แต่เมื่อเขาบัญญัติกฏขึ้นมา คุณก็สมควรจะทำตามอย่างเคร่งครัด 10. รอเครื่องจอดสนิทแล้วค่อยลุก แล้วค่อยเปิดโทรศัพท์ อันนี้เตือนไปก็ไม่มีใครฟัง คอยดูนะพอเครื่อง landing กำลังเทียบงวงทีไร คุณจะพบกับเหตุการณ์จลาจล สิบประการเบื้องต้นไม่ได้บังคับใหุ้ทุกคนทำตามนะ คุณไม่ทำก็เรื่องของคุณ แต่ Nakoze เชื่อว่าถ้าคุณมอบสิ่งดีๆให้กับคนอื่น คนอื่นก็พร้อมจะตอบแทนให้คุณ

34. แลกเงินที่ไหนดี ?

Nakoze มีร้านแลกเงินประจำอยู่สองที่ ร้านแรก เป็นร้านในตำนาน ชื่อว่า Super rich อยู่แถวๆบิ๊กซีราชดำริหรือตรงข้ามกับ central world นั่นเอง ส่วนร้านที่สองชื่อร้าน K79 อยู่ซอยสุขุมวิท 79 แถวๆ BTS อ่อนนุช อยู่ตรงข้ามเยื้องๆกับโลตัสนั่นเอง เรื่องแลกเงินถ้าส่วนต่างไม่เยอะ แนะนำให้เลือกร้านที่สะดวก ถ้าบ้านใกล้ร้านไหนก็ให้ไปร้านนั้น ไม่ต้องถ่อมาร้านที่เค้าว่าเรทดีกว่านะ เพราะดีกว่ากันนิดเดียว แต่ค่าเดินทาง ค่าเหนื่อยมันจะไม่คุ้ม เวลาแลกเงินก็นำบัตรประชาชนไปใบเดียวพอค่ะ ที่เหลือจะมีพนักงานในร้านให้คำแนะนำนะ

35. หาซื้อเสื้อกันหนาว เสื้อโค้ทที่ไหนดี ?

อย่างแรกทำความเข้าใจก่อนว่าอเมริกาไม่ใช่เมืองแฟชั่นอย่างที่คิด ถ้าคุณไม่ได้อยู่นิวยอร์คซิตี้ ไม่ได้อยู่บอสตัน ที่นั่นจะมีแต่คนใส่แค่เสื้อยืด กางเกงยีนส์จริงๆแล้วต่อให้เมืองใหญ่ๆเค้าก็แต่งกันธรรมดาอยู่ดีล่ะนะ แต่ใครแคร์กันล่ะ!!! ไปทั้งทีต้องจัดเต็ม ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกจริงไหม เรื่องเสื้อกันหนาวต้องไปดูก่อนว่าคุณจะไปรัฐไหน ถ้าคุณไปอลาสก้า แนะนำให้ซื้อThe North Face เพราะยี่ห้อแฟชั่นธรรมดาท่าจะเอาไม่อยู่ แต่ถ้าคุณไม่ได้ไปอยู่ขั้วโลกขนาดนั้น ยี่ห้อที่พอโอเคหน่อยตามห้างก็จะเป็น Bossini, Espirt แต่หากคุณไม่ใช่คนบ้าแบรนด์และอยากหาของราคาถูก ที่แฟชั่นจ๋ามากๆ แนะนำนี่เลยค่ะ เข้าเวป Taobao เราไม่แน่ใจว่าเวปนี้เป็นของจีนหรือไต้หวัน แต่ว่ามีเสื้อผ้าเยอะมากๆๆๆ โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวเสื้อโค้ท แบบแฟชั่นสุดๆ ราคาก็เรียกได้ว่าไม่แพงเลย แต่ปัญหาคือคุณไม่สามารถสั่งแล้วให้เค้าส่งตรงถึงบ้านได้ เนื่องจากว่าทางเวปเค้าจัดส่งแค่ภายในประเทศ ทำให้คุณต้องลำบากเพิ่มอีกสักนิดนึง คือ search ตามอินเตอร์เน็ตหาว่าร้านไหนรับ pre order สินค้าจากเวป taobao บ้าง ซึ่งบอกได้เลยว่าเยอะมากกกกกกกก คุณเองก็หาร้านที่คุณไว้ใจประเภทที่แบบว่า เปิดแล้วจ้ารอบที่ 50 แบบนี้ก็ค่อยโอเคหน่อย ไว้ใจได้ ดูลูกค้าเค้าด้วยว่าเยอะแค่ไหน เรื่องราคา คุณก็เอา 5*ราคาหน้าเวป แล้วก็บวกค่าหิ้ว ซึ่งส่วนมากรองเท้าบูทจะ +200 เสื้อโค้ทใหญ่ๆจะเพิ่มประมาณ 200-400 บาท คุณอาจจะเอ๊ะ แพงจังเลย ไปซื้อแพลตตินั่ม ซื้อที่มาบุญครองดีกว่า แต่คุณขา คุณทราบไหมว่าพวกแพลตตินั่มนี่แพงกว่าเยอะ และประเด็นคือ เค้าเองก็สั่งจาก taobao มาเหมือนกัน เราเองเปิดเวป taobao ดูแบบเสื้อกันหนาวบ่อยมากและเดินแพลตตินั่มบ่อยมากเช่นกัน แล้วเราก็ได้เห็นว่าเสื้อกันหนาวบางตัวแพลตตินั่มบอกว่าราคา 2,400 บาท แต่ลดให้ เหลือ 2,200 ก็พอ แหมดูเหมือนใจดี แต่คุณขา ถ้าคุณสั่งเองแบบเหมือนกันเป๊ะ คุณจะได้จ่ายในราคาแค่ 1,400 บาทนะ แต่ว่าคุณจะต้องมีเวลาเหลือเฟือนะ ถ้าสั่งวันนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้ได้ สั่งวันนี้ขั้นต่ำรอรับสินค้า 20 วันเป็นต้นไป ดังนั้นถ้าอยากได้ของถูกก็จะต้องวางแผนมาล่วงหน้า ถ้าไม่ทันจริงๆ ก็คงต้องยอมจ่ายแพงกว่าไปซื้อตามแพลตตินั่มเอา ซึ่งจริงๆก็มีข้อดีที่ว่า คุณสามารถเห็นเนื้อผ้า เห็นของจริงด้วยตาตัวเอง ได้ลองไซส์ด้วยจ้าาา

36. Sim card และการโทรกลับไทย ?

เรื่องโทรศัพท์นะ อันนี้ใครเป็นขาเมาท์ประเภทไม่ได้คุยโทรศัพท์แล้วจะขาดใจตาย กรุณาอ่าน โทรศัพท์จำเป็นไหม? จำเป็น เพราะว่า เอาไว้ใช้ติดต่อไง ยิ่งเวลาคุณไปเดินหางาน 2nd job เอาไว้ เค้าก็ต้องขอเบอร์ติดต่อคุณเอาไว้ ถ้าคุณจะให้เบอร์ตู้แล้วไปนั่งเฝ้าทุกวันก็ใช่ที่ Nakoze จะมาแนะนำเรื่องการใช้โทรศัพท์ แบบที่ 1 : ซื้อโทรศัพท์ใหม่เลย ไม่ได้ให้คุณซื้อแบบนดีๆนะ ซื้อแบบที่พอใช้พอ บางค่ายโทรศัพท์เค้าเข้าใจปัญหาเด็ก WAT อย่างเรา ฮ่าๆ เค้าเลยทำโทรศัพท์ระบบ pre-paid ออกมาขายซะเลย เวลาซื้อแบบนี้ ก็แค่ไปเดินหาตาม walmart , target หรือห้างสรรพสินค้า แล้วตรงไปที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะเจอโทรศัพท์พวกนี้แขวนอยู่ สนนราคาต่ำสุดที่เคยเห็นก็ประมาณ $10 แต่ทำอะไรไม่ได้เลยนะ คือแค่รับสาย ส่งแมสเสจ ฟังก์ชันอื่นไม่มี หากคุณตัดสินใจซื้อแบบนี้แล้วล่ะก็ ก็แค่ไปซื้อบัตรเติมเงิน ของเครือข่ายเดียวกันมาเติมเพิ่ม โดยการเติมเงินนี้จะไม่เหมือนบ้านเรา โดยที่บ้านเราระบุการเติมเป็น บาท แต่อันนี้คือมีกำหนดมาว่า แบบ 60 นาที , แบบ 200 นาที ซึ่งราคาก็จะต่างกันไป ตรงนี้คุณก็เช็ครายละเอียดก่อนซื้อให้ดี ว่าโทรเข้า-ออก ส่งแมสเสจเสียเงินยังไง เราเคยใช้แบบ 60 นาที ราคา $20 พบว่า มีคนโทรเข้าเราก็เสียเงิน เราโทรออกเราก็เสีย มีคนส่งแมสเสจมาเราเปิดอ่านเราก็เสีย สรุปเก็บยุบยิบมาก 60 นาทีใช้ได้ 2 อาทิตย์เม่ง..หมด ช้าก่อนอย่าเพิ่งใจเสียไป Nakoze ยังมีแบบอื่นมานำเสนอ แบบที่ 2 : ซื้อแต่ซิมส์ แบบนี้เหมาะสำหรับคนนำโทรศัพท์ไปเอง ไม่ว่าจะ iphone , samsung บราๆ เอ๊ะ มีแค่ 2 ยี่ห้อนี้หรือไง ? ไม่จ๊ะ Nokia ก็ใช้ได้ฉลุย แต่ช้าก่อน ต้องบอกว่าบางรุ่นเท่านั้นนะ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นรุ่นใหม่ที่เป็น symbian ก็ได้หมดแหละ ทีนี้พอมีโทรศัพท์แล้วก็เหลือต้องซื้อซิมส์ ตอนที่เราเปิดใช้เราใช้ซิมส์ของ T-mobile เป็น pre-paid แบบ Unlimited คือโทรภายในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่อั้น แถมเล่นเน็ตได้ โทรออก-เข้าก็ไม่เป็นปัญหาเนื่องจากเป็นแบบไม่จำกัด Nakoze เลยหายห่วง หากซื้อแบบ Unlimited คุณก็ต้องไปเติมเงินทุกๆเดือน โดยเนื่องจากครั้งที่เราใช้แบบนี้ เราอยู่ใน NYC ทำให้มีร้านขายโทรศัพท์เกลื่อนเืมืองจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา ที่จะเติมเงิน แต่หากท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารก็ลองหาแบบอื่นที่เหมาะกับตัวเอง สนนราคาค่าเสียหายทั้งหมดของ Nakoze ครั้งแรกซื้อซิมส์ด้วยเสียไป $55 เดือนต่อๆมาเสียเดือนละ $39 หรือบางเครือข่ายก็จะมีโปรแบบว่า $55 โทรไม่อั้นทั่วโลก แต่ Nakoze ก็พบว่าไม่คุ้มซะเลยเนื่องจากว่า NYC มันเป็นเมืองหลอน อยู่ในสถานีรถไฟใต้ดินก็ไม่มีคลื่น หรือเข้าไปในตึกสูงๆบางตึกก็ไม่มีคลื่น แบบที่ 3 : สำหรับคนต้องการความสงบอย่างแท้จริง คือใครๆก็จะไม่สามารถติดต่อคุณได้ และคุณก็จะติดต่อใครลำบากมากๆเช่นกัน คนที่ใช้วิธีนี้มักจะเป็นพวกที่ มีเพื่อนในกลุ่มบางคนมีโทรศัพท์ – มีซิมส์แล้ว ตัวเองเห็นว่าไม่จำเป็นเลยไม่ซื้อ วิธีการแบบที่ 3 นี้คุณจะต้องมีโทรศัพท์บ้านเสียก่อน จากนั้นก็คุยโทรศัพท์ผ่านโทรศัพท์บ้านนั้นแหละ โดยการซื้อบัตรโทรศัพท์ บัตรโทรศัพท์นี้จำเป็นต้องขนมาจากไทยไหม ? ตอบว่า ไม่จำเป็นจ้า คุณๆจะให้คุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ไทย ค่อยๆทยอยซื้อแล้วบอก Pin คุณก็ได้ ส่วนของค่ายไหนดี ? อันนี้ไม่รู้ เพราะเจอล่มแทบทุกค่ายอ่ะ คือบางช่วงเวลาที่มีคนโทรกันเยอะ มันก็จะโทรไม่ติดบ้าง บอกว่าตังหมดบ้าง ข้อดีของวิธีนี้คือประหยัดเงินและบัตรโทรศัพท์สามารถหาืซื้อได้ตามร้านซีเอ็ด ส่วนข้อเสียคือ ต้องกำชับคนทางบ้านเอาไว้ให้ดีว่าห้ามโทรมาตอนเช้าตรู่ เนื่องจากว่าเพื่อนร่วมห้องกำลังนอนหลับอยู่ และด้วยความที่โทรศัพท์คุณมันไม่เคลื่อนที่ คุณก็ไม่ควรจะคุยนานอันจะรบกวนคนอื่นได้ โดยเฉพาะท่านที่ติดแฟนมากๆ กรุณาหาวิธีอื่น เพราะเพื่อนร่วมห้องรำคาญโว้ยยยย !!!!! ส่วนเรื่องว่าคนที่อยู่เมืองไทยจะโทรมาอย่างไรนั้น แนะนำได้วิธีนึง เนื่องจาก Nakoze เชื่อว่า คุณพ่อ คุณแม่ส่วนใหญ่จะค่อนข้างตอบสนองต่อเทคโนโลยีช้า อันจะให้ซื้อบัตรโทรศัพท์แล้วมานั่งกด pin เป็น 10 หลัก โอ้ยคุณขา กว่าจะหาแว่นตาเจอก็ปาไปเป็นชั่วโมงแล้ว Nakoze เลยให้แม่เปลี่ยนวิธีโทร ไปหาซื้อซิมส์ inter ของ true move มา (ไม่ได้ค่าโฆษณาเลยนะ) แล้วจัดแจงเติมเงินให้เรียบร้อยพร้อมคุย จากนั้นก็ให้เบอร์ที่สามารถติดต่อได้ไว้ เวลาท่านจะโทรหาเรา ก็แค่กดรหัสของทรู 3-4 หลักจำไม่ได้ รหัสประเทศแล้วตามด้วยเบอร์เราได้เลย สะดวกกว่าเยอะเห็นไหม

37. บัตรเดบิตไทยใช้กดเงินได้ไหม ?

ให้พลิกไปดูด้านหลังบัตรเดบิต หากมีสัญลักษณ์เขียนว่า plus ก็ใช้ได้กับตู้กดเงินทั่วโลก แต่อาจจะเสียค่าธรรมเนียมในการกดหน่อยนะจ๊ะ อย่าง Nakoze ไม่ได้เอาบัตรเครดิตแม่มา เพราะถ้าทำหายล่ะก็แย่เลย Nakoze เลยใช้วิธีว่าหากขัดสนกระทันหัน ก็ขอให้แม่โอนมาให้ก่อน แล้วก็กดจากตู้เอา

38. ขาไปลง Seattle ขากลับขึ้นที่ San Francisco ได้ไหม ?

ได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้าตั้งแต่ตอนจองตั๋วนะ หากมาเปลี่ยนทีหลังก็จะมีค่าธรรมเนียมนะ อย่างเช่นของ OZ หากมาเปลี่ยน port ทีหลังจะโดนชาร์จเพิ่ม $75
แต่ถ้าหากน้องๆไม่ได้จองตั๋วผ่านเอเจนซี่และจะจองแบบไม่ปกติแบบนี้ก็ทำได้ โดยการเข้าไปที่เวปจองตั๋วเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็น expedia, kayak , travelocity หรืออื่นๆ จากนั้นคลิกตรงที่เขียนว่า multiple destination จากนั้นก็ทำการวางแผนการเลยจ้ะ

39. หนูไปคนเดียวจะรอดไหม ?

Nakoze เองไป WAT ก็ไปคนเดียวตลอดจริงๆแล้วเรื่องการไปคนเดียวมีนี่หลายแบบนะ แบบแรกคืองานที่น้องจะไปทำอ่ะ ทั้งร้านมีน้องเป็นคนไทย เป็นเด็ก WAT แค่คนเดียว ซึ่งถามว่ามันเลวร้ายไหม ? ตอบเลยว่าไม่เลวร้าย แค่แบบตอนพักไม่รู้จะเมาท์อะไรกับใครดี เลิกงานดึกๆก็ไม่มีเพื่อนเดินกลับบ้าน ไม่มีคนถ่ายรูปให้ มันก็เหงาๆนิดนึง แต่ว่าถ้าน้องผ่านวิถีชีวิตเช่นนี้แล้ว ในอนาคตน้องจะเป็นคนที่ เอาตัวรอดได้อย่างสบายๆ จะเป็นคนที่ไม่ต้องรอเพื่อน ทำอะไรตัวคนเดียวได้ ส่วนแบบที่สอง คือ สมัครคนเดียวไม่มีเพื่อน แต่งานนั้นน่ะ ไม่ได้รับน้องแค่คนเดียว เค้าอาจจะรับเด็กไทยซัก 5 คน แบบนี้น้องก็จะได้เจอเพื่อนใหม่อีกตั้ง 4 คน ดังนั้นแล้วได้เพื่อนแน่ๆจ้า แต่ช่วงแรกอาจจะลำบากหน่อย เพราะเค้าจะคุยกันถึงบุคคลที่ 3 ซึ่งเราไม่เข้าใจว่ามันเป็นใครวะ แต่ซักพัก พอเราสนิทกันมากขึ้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเองแหละจ้าาาาา

40. เอเจนซี่ไหนมีงานในนิวยอร์ค ?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าคำว่า NY ต่างกับ NYC / NY : นิวยอร์ค , NYC : นิวยอร์คซิตี้ มันต่างกันตรงที่ว่า NY มันเป็นรัฐ ซึ่งใหญ่มากๆ และ NYC ก็เป็นเมืองนึงที่อยู่ใน NY ดังนั้นแล้วหากพูดว่าอยากได้งานในนิวยอร์ค ก็บอกได้เลย ว่าเกือบทุกเอเจนซี่แหละ มีงานในนิวยอร์ค แต่มีไม่กี่เอเจนซี่ที่เค้ามีงานใน NYC / NYC คืออะไร ? NYC ก็คือ new york city คือที่ๆ มี time square มีเทพีเสรีภาพ, มีตึก empire state คือสรุปถ้าเอเจนซี่บอกว่ามีงานในนิวยอร์ค อย่าเพิ่งดีใจไป ถามเค้ากลับว่านิวยอร์คเนี่ย เมืองไหน NYC หรือเปล่า ? เพราะบางทีน้องยังไม่เห็น job offer แค่เค้าบอกว่ามีงานในนิวยอร์ค ก็รีบสมัคร รีบจองมัดจำ แต่หารู้ไม่ว่าไอ้งานนั้น อยู่ในรัฐ NY จริงล่ะ แต่ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเล๊ย….. NY ก็เหมือนรัฐอื่นๆทุกรัฐ คือมีเมืองที่เจริญสุดๆแบบ NYC และมีเมืองที่ธรรมชาติมากๆ คือมันไม่ได้บลิงๆ เท่ากันทั้งรัฐ

เรื่องที่ 41-50

41. อยากทำงานเมืองที่คนไทยน้อยๆ จะได้ได้ภาษา ?

รัฐที่รับเด็ก WAT มากที่สุด คาดว่าจะเป็น ฟลอริด้า เฉพาะ orlando ก็มีพวก disney ไปแล้ว 200-300 คนได้มั้งส่วน Ohio , Virginia , เพนซิลวาเนีย , นิวเจอร์ซี่ พวกนี้ก็เยอะ แต่!! จริงๆเด็ก WAT ก็เยอะเกือบทุกรัฐล่ะ แค่ว่ามันกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ น้องก็ไปดูเอาว่างานน้องอ่ะรับกี่คน ถ้ารับซัก 15 คน แบบนี้เราโอเคหรือยัง ? ถ้ามากไปก็ดูงานอื่น บางงานเอเจนซี่น้องอาจจะรับสัก 2 คน แต่ให้ลองดูเอเจนอื่นด้วย ว่าเขารับกี่คน ถ้างานนี้เอเจนอื่นไม่มี แบบนี้น้องพอใจก็เอาเลย

42. ไป WAT ได้ภาษาจริงไหม ?

แล้วแต่บุคคลนะ ถ้าเลือกคบแต่กับเพื่อนฝรั่ง ภาษาก็จะพัฒนาได้เร็ว แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกจริงไหม ตราบใดที่งานนั้นไม่ได้มีคุณคนเดียว คุณก็ต้องคุยภาษาไทยกับเพื่อนบ้างล่ะ จริงอยู่ที่ระหว่างการทำงานต้องใช้ภาษาอังกฤษ แต่ว่ากลับบ้านเมื่อไรล่ะก็ เปิดละครไทยดู ก็เม้าท์ภาษาไทยกันอยู่ดี อีกทั้งคนไทยอ่ะ ไม่ทิ้งกันเองหรอก อยู่ด้วยกันมันคุยแล้วสนุกกว่าเยอะ เพราะวัฒนธรรมเรามันเหมือนกัน เราตลกกับสิ่งที่เหมือนๆกัน แต่กับฝรั่งบางอย่างที่เราตลก เค้ากลับไม่เก็ท หรือสิ่งที่ไม่เห็นมันตลกเลยวะ เค้าก็หัวเราะอย่างกับคนบ้า มันก็จะเกิดอาการ dead air คือไม่รู้จะพูดอะไรแก้เก้อต่อ ถ้าอยากได้ภาษาจริงๆแล้วล่ะก็ ลองหาโปรแกรม summer course อื่นๆดู ราคาก็มีหลากหลายค่ะ แล้วแต่ประเทศที่อยากไป Nakoze เคยไป take course มาบ้าง แล้วรู้สึกว่าเออมันได้ใช้ภาษามากกว่าคือที่โน่น เราอยู่กับภาษาอังกฤษตลอด 24 ชั่วโมง มีคนกระตุ้นเราอยู่ตลอดเวลา แต่ตอน Nakoze เรียน คือเข้าเรียนตั้งแต่ 9 โมงเช้า เลิกเรียนตอน 5 โมงเย็น หัวแทบพัง ตอนเย็นยังต้องมาอยู่กับ host family ต่อให้มีเด็กไทยเป็น mate กัน แต่ว่าเราสองคนก็เหมือนถูกกดดันให้ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา ดังนั้นแล้วเลือกโครงการให้เหมาะกับความต้องการของท่านดีกว่า

43. เอเจนซี่นี้มีงานที่ LA ด้วย เอาดีไหม ?

อันนี้ Nakoze เคยเถียงกับเอเจนนึงแทบเป็นแทบตาย หล่อนโทรมาบอกว่ามีงานที่เมืองใหญ่ คือ los angeles อย่างที่ Nakoze ต้องการแต่เป็นงานฟาสฟู้ดนะ ตอนแรกหูผึ่งเลยค่ะตอนบอกว่ามีงานใน los angeles แต่พอบอกว่างานฟาสฟู้ด ไอ้เราก็เอ๊ะ ไม่เคยเห็นงานฟาสฟู้ดใน los angeles เลยนี่หว่า ปรากฏว่าเถียงกันไป เถียงกันมา พี่ที่เอเจนซี่เค้าเข้าใจผิด เพราะคำว่า LA มีอยู่ 2 แบบ 1.LA = Los Angeles อันนี้ทุกคนรู้จักดี ลอสแองเจลลิส ไม่ได้เป็นรัฐนะ หากแต่เป็นเมือง ซึ่งอยู่ในรัฐ California ซึ่ง LA แบบแรกนี่เจริญสุดๆ บลิงๆจริงๆ 2.LA = Louisiana อันนี้เนี่ย เป็นชื่อรัฐ มีเมืองคือ Baton Rouge หรือเมือง New Orleans อันนี้เนี่ยไม่ได้บลิงๆเท่าไรเลย เรียกว่าต่างกับ Los Angeles พอสมควร ดังนั้นแล้วหากเอเจนเสนองานมาว่า LA ให้ถามกลับเลยว่า LA ไหน Los Angeles หรือ Louisiana กันแน่

44. หนูอยากทำงานที่รัฐ San Francisco ?

ไม่มีรัฐชื่อ San Francisco มีแต่เมือง San Francisco ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐ California อีกทีนึง ชื่อคุ้นๆไหม .. ก็รัฐเดียวกับ Los Angeles ไง

45. อยากไปทำงานที่เมืองหลวงของอเมริกา ที่ New York ?

ป๊าด …. อันนี้สมควรไปเข้าคอร์สประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ใหม่ เมืองหลวงของอเมริกาคือ Washington D.C. ไม่ใช่ New York และ Washington D.C. ไม่ได้เป็นรัฐ แต่เป็นเขตการปกครองพิเศษ หากคุณอยากทำงานที่เมืองหลวงของอเมริกาจริงๆแล้วล่ะก็ มีบางเอเจนซี่เค้ามีงาน เป็นงาน Life guard ส่วนอีกอันก็เป็นร้านอาหาร หรืออาจจะมีเพิ่มมากกว่านี้ก็สุดทราบได้ไปเสาะหากันเอาต่อเองจ้า

46. Washington D.C. vs Washington ต่างกันตรงไหน ?

Washington D.C. เป็นเมืองหลวงของประเทศ ส่วน Washington เป็นรัฐบนสุด ฝั่งตะวันตก มีเมืองที่รู้จักกันดีคือ Seattle น่าจะเคยได้ยินหนังเรื่อง sleepless in seattle มาบ้างใช่ไหม Washington ตัวนี้เป็นรัฐ ชื่อย่อคือ WA ดังนั้นแล้วหากว่าเอเจนซี่บอกว่า มีงานที่วอชิงตัน ให้ถามเค้าก่อนว่าวอชิงตันไหน ? DC หรือเปล่า ส่วนถ้าใครทำงานที่ seattle ก็ทำใจได้เลยว่าฝนตกชุกมากๆ อากาศจะหม่นๆเหงาๆ

47. Home Sick & Culture shock ?

Home Sick : อาการคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ แม่ นู๋อยากกลับบ้านนนนนนน อาการพวกนี้จะเกิดน้อยลงถ้าคุณมีเพื่อนไป WAT ด้วย เนื่องจากมันจะสนุกจนลืมบ้านและอาการนี้ก็เป็นกันไม่นานหรอก พอปรับตัวได้ ได้เพื่อนใหม่มันก็จะหาย เรียกได้ว่าเป็นอาการที่เกิดระยะต้นๆเวลาห่างบ้าน ห่างพอแม่ อย่างที่บอกว่าเดี๋ยวมันก็หายเอง แต่ถ้าไม่อยาก Home Sick มากๆ ก็ออกไปเปิดหูเปิดตา ดูบ้านดูเมือง เดินถ่ายรูปไปอะไรไป คือออกไปหากิจกรรมทำนองบ้าน อย่าเอาแต่นั่งเช็ดรูปถ่ายครอบครัวแค่นี้ก็พอจ้า ส่วน Culture Shock คือไปเห็นในสิ่งที่มันต่างจากบ้านเรา Nakoze มีเรื่องที่พอจะนึกได้ก็ เช่น บ้านเราใช้เท้าคือไม่สุภาพแต่บ้านเขาการใช้เท้าอาจจะเป็นเรื่องปกติ / บ้านเรากินอาหารโดยช้อนส้อม แต่ฝรั่งก็จะนิยมใช้ส้อมในการกินแม้ว่ามันจะกินข้าวก็เถอะ / กินไก่ KFC บ้านเรามักจะอายที่จะยกแทะ แต่ที่โน่นเต็มที่เลยจ๊ะ / ถ้าเมืองที่ค่อนข้างห่างไกล ร้านค้าเม่งปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็น บางร้านก็ไม่เปิดวันอาทิตย์ / คนไทยหนาวจะตายห่า แต่แม่คุณดันใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นเดินไปเดินมา / ไม่อาบน้ำ !!!!!!!!! / ใช้เครื่องล้างจานเสร็จแล้ว ยังเห็นมีฟองติดอยู่เลย แต่แกกลับยกไปผึ่งหน้าตาเฉย / ประตูห้องน้ำมีช่อง !! มันเป็นอย่างนี้จริงๆ หากคุณอยากรู้ว่าช่องมันขนาดไหน ให้ไปดูที่สนามบิน Seattle มันมีช่องข้างประตูใหญ่พอทีจะเห็นว่าเค้าทำอะไรอยู่นั้นแหละ ช่องข้างประตูยังไม่พอ ข้างล่างยังยกประตูขึ้นสูงด้วย กรี๊ด !!!!!! / ถ้าเพื่อนร่วมงานเป็นวัยรุ่นอายุไม่เกิน 23 และอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ๆ เรื่องที่มันจะคุย คือเผาแฟนและคุยเรื่อง sex และมันอาจลามปามมาถามเรื่อง sex กับคุณผู้ซึ่งนั่ง innocent อยู่แถวนั้นก็ได้ วิธีรับมือกับ Culture Shock ก็คือไม่ต้องทำอะไร เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แต่ถ้าเห็นว่าอะไรเป็นเรื่องที่ไม่ดี ก็ไม่ต้องไปทำตามเค้า อาธิเช่น เห็นฝรั่งเม่งแอบลอดเข้า subway ฟรี เรารู้อยู่ว่ามันผิด เราก็อย่าไปทำโอเคไหม ?

48. ว่าด้วยช่วงเทศกาล

เทศกาลต่างๆนี้มีผลกระทบต่อเด็ก WAT อย่างไร ? ตอบ อเมริกาเป็นประเทศที่มีเทศกาลเยอะมาก แล้วพอถึงช่วงเทศกาล ร้านค้าต่างๆก็จะมากระหน่ำลดราคาสินค้า ซึ่งถึงตอนนั้นเอง เด็ก WAT อย่างเราก็จะซื้อหน้ามืดตัวมัว เนื่องจากว่าถูกมากกก เอาล่ะเรื่องเทศกาลก็แล้วแต่เมืองนะ ถ้าเมืองใหญ่ๆ ก็จะมีตัวเลือกเยอะหน่อย ร้านค้าก็จะเยอะ แข่งขันกันลดจนเราเลือกซื้อไม่ถูกกันเลยทีเดียว / 17 มีนาคม : Saint Patrick’s Day : เป็นวันเฉลิมฉลองของชาวไอริช โดยจะมีขบวนพาเหรด ที่ทุกคนแต่งชุดสีเขียว ใส่หมวกเขียว ขบวนจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็อยู่ที่เมืองและจำนวนชาวไอริช ถ้าเมืองใหญ่ๆหน่อยอย่าง NYC ก็จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เรียกว่าเป็นสีสันมากๆ / 28 พฤษภาคม : Memorial Day : คงคล้ายๆกับวันทหารผ่านศึก ในวันนี้ร้านค้าจะพากันลดกระหน่ำมากมาย เรียกได้ว่าเกือบทุกแบรนด์ ทุกยี่ห้อ ส่วนมากก็จะลดกันตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน / 1 เมษายน : April Fools’ Day : วันโกหก จริงๆไม่ได้สำคัญอะไรหรอก แ่ต่ก็อาจจะมีคนเดินมาบอกว่า “I love you” ให้เรางงแตก ก่อนมันจะหัวเราะแล้วบอกว่า สุขสันต์วันโกหก…ฟายเอ้ย!! / 8 เมษายน : Easter Day : วันอีสเตอร์นี้จะปรับเปลี่ยนไปตามปฏิทินของชาวคริสเตียน ซึ่งปี 2012 Nakoze หาข้อมูลมาว่าเป็นวันที่ 8 เมษายนนะ วันนี้ก็จะมีขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ ที่แต่ละนางก็บรรจงทำหมวกอย่างอลังการ มีสัญลักษณ์คือไข่และกระต่าย อันจะเห็นได้จากช็อกโกแลตที่ทำเป็นรูปกระต่าย / 22 เมษายน : Earth Day : อันนี้น่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆหรือเปล่าไม่ชัวร์นะ อาจจะไม่ใช่ 22 เมษาของทุกปี ในวันนี้เราก็จะมาร่วมประหยัดพลังงาน โดยนัดกันปิดไฟทั่วโลกค่ะ อย่างปีที่แล้ว Nakoze อยู่ NYC เค้าก็ร่วมปิดไฟที่ time square และ ตึก empire state ค่ะ ใครอยากเห็นตัวอย่างเชิญชมได้ที่ you tube / 1 พฤษภาคม : May Day : น่าจะเป็นวันแรงงานนะ ก็มีร้านค้าลดประปราย แต่ไม่เท่า Memorial day อันนั้นเยอะสุดๆ / วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม : วันแม่ : วันนี้พวกสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิงๆ จะทยอยกันมาลดราคาค่ะ พวกเครื่องสำอางค์ ชุดชั้นใจ ครีมบำรุงต่างๆ / วันอาทิตย์ที่ 3 ของเืดือน June : Father’s Day : คาดว่ามีเด็ก WAT เหลือบางตา ที่เหลือคงกลับไทยกันหมดแล้ว วันพ่อนี้ก็จะลดของเกี่ยวกับผู้ชายค่ะ พวกเน็กไท เข็มขัด น้ำหอม / 4 กรกฏาคม : วันชาติ เฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ Nakoze ไม่มีโอกาสเข้าร่วมกับเค้าซักที เอาไว้ปี 4 เมื่อไร รับรองจะไปร่วมสนุกให้เต็มที่

49. ไปอเมริกาควรซื้ออะไรดี , อะไรราคาถูก ?

อันนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของช่วงเทศกาลด้านบน สินค้าบางอย่างจะถูกเฉพาะช่วงเทศกาล แต่บางอย่างก็ถูกอยู่แล้ว 1. วิตามิน : ถูกกว่าร้านรับหิ้วในอินเตอร์เน็ตมากพอสมควร Nakoze เคยได้รับใบสั่งให้ซื้อวิตามินจากพี่สาว หิ้วเข้าประเทศมาประมาณ 30 ขวดกันเลยทีเดียวจ้า / 2. ช็อกโกแลต : ช็อกโกแลตนี้ช่วงที่ถูก คือหลังเทศกาล อีสเตอร์ จะมีช็อกโกแลตมากระหน่ำลดราคา และต้องบอกว่าถูกจริงๆ / 3. Bath and Body works : อันนี้ถ้าราคาปกติก็จะถูกกว่าไทยไม่มาก ปกติราคา $10.5 แต่พอวัน Memorial day เท่านั้นแหละ แม่เจ้าโว้ย !! ซื้อ 3 แถม 3 เท่ากับว่าลด 50% โอ้ยคุณขา อิฉันเดินหลงวนเวียนเืลือกกลิ่นจนแทบอ้วกคาร้าน มันถูกม๊ากกก แต่ !! ตัดใจซะไม่ต้องซื้อกลับมาเยอะหรอก เพราะมันหนัก / 4. Victoria Secret : อันนี้จะลดก็ช่วงวันแม่ แต่ปกติก็จะมีลดราคาประเภทโล๊ะสต็อกอยู่แล้ว อย่าง 2 ปีก่อน Nakoze เล็งน้ำหอมไว้ขวดนึง $40 แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะตอนนั้นงก แต่ปีที่แล้วกลับไป แม๊ะ มันลดราคาเหลือ $19.99 ฮ่าๆ คว้าแทบไม่ทัน / 5. Forever 21 : บอกก่อนว่า Forever 21 นี้ไม่ได้มีอยู่ทุกเมือง ถ้าเมืองใหญ่ถึงจะมี จะลดราคาเสื้อผ้าช่วงเปลี่ยน season เช่นจาก spring เข้าฤดูร้อน ก็จะเอาเสื้อผ้ามาลดราคา แล้วถ้าลดนะ ถูกจริงๆเหลือตัวละ $9 บ้าง $15 บ้าง แต่ประเด็นคือ ถ้าคุณไปดูที่ร้านมันมักจะไม่มีแบบ ดังนั้นคุณก็ต้องซื้อออนไลน์เอา ซึ่งประเด็นมันมีว่าคุณต้องใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่ออกให้โดยอเมริกาเท่านั้น แล้วเด็ก WAT จะซื้อได้ไหม ? ตอบถ้านายจ้างจ่ายเงินคุณโดยการให้บัตรมา จำพวก global cash card แบบนี้ซื้อได้ค่ะ ของที่ราคาถูกก็พวกแว่นตาราคาแค่ $6.5 ประเด็นบัตรเครดิตสำหรับ Forever 21 จริงๆ Nakoze ไม่ชัวร์นะ ว่าบัตรเครดิตจากไทยจะใช้ได้หรือเปล่า ถ้ามันมีให้กรอก Billing address ก็ไม่น่าจะใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีให้หรอก ก็น่าจะได้ หรือจริงๆเวป forever21 อาจจะใช้ pay pal หักเงินได้ ต้องเช็คแต่ละเวปอีกทีนะ แต่อย่าง Ray Ban ตัดเงินได้แค่บัตรเครดิตที่ออกโดยอเมริกาเท่านั้น / 6.H&M : อันนี้ขอแสดงความเสียใจสำหรับผู้ที่อยู่เมืองไกลโพ้น เพราะไม่มีแน่ๆจ๊ะ จะมีก็บางเมืองบางรัฐเท่านั้นจ๊ะ เสื้อผ้า H&M แพงกว่า Forever 21 เล็กน้อย แต่เรารู้สึกว่า H&M คุณภาพดีกว่าเล็กน้อย เล็กน้อยจริงๆนะ / 7. Papaya : อันนี้เป็นแบรนด์เสื้อผ้า ไม่ใช่สวนมะละกอนะเออ เราค่อนข้างชอบแบรนด์นี้ เพราะแบบมันไม่หลุดโลก และใส่ได้จริงในเมืองไทย / 8. Abercrombie & Fitch : แบรนด์วัยรุ่นที่สวย…ตรงไหน ? ราคาก็แพงหูดับตับไหม้ เอ้อ สงสัย Nakoze จะตาไม่ถึง / 9.Banana Republic & Gap & Old Navy: ราคาถูกแต่แบบไม่ค่อยจะถูกใจวัยรุ่นเลย / 10. Aeropostale : แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์โดยการพิมพ์แบรนด์ตัวเองเป็นลายติดเสื้ออย่างเปิดเผย ช่วงMemorial day จะลดราคาจะถูกมาก เสื้อยืดลดเหลือแค่ตัวละ $5 / 11. นาฬิกา : อันนี้ใน outlet ราคาจะถูกมาก เช่น Fossil , Diesel / 12. แว่นตา : Ray Ban ถูกกว่าเมืองไทยเยอะมากก เราไม่ทราบเรื่องของแท้-ปลอมนะ เพราะเราสั่งจากเวป Ray Ban มาโดยตรง ส่วนตาม outlet หรือ ห้างเช่น Century 21 พวกนี้ Ray Ban และแว่นยี่ห้ออื่นๆถูกมาก เจอแว่น Esprit อันละ $10 ของ Coach ก็อยู่ที่ประมาณ $39-69 , Oakley ก็ถูกเหมือนกัน / 13.กระเป๋าสตางค์ ยี่ห้อที่ราคาถูกก็เช่น CK , Tommy , Coach , Kenneth Cole, ส่วน Juicy มันลดยังไง Nakoze ก็ว่าแพงอยู่ดี / 14. น้ำหอม เอิ่ม…ถูกทุกยี่ห้ออ่ะ ยิ่ง DKNY อื้มมมมม / 15. รองเท้า Vans , Nike , Adidas , Converse , Nine West / 16. เครื่องสำอางค์ Revlon , รอลีอัล , MAC , NARS [รู้สึกว่าไม่ถูกเท่าไร] , ลิป Burt’s Bees , คลินิค , estee lauder , Neutrogena , Smashbox , ลิปที่มีกลิ่น มีรส เ่ช่น รสคุ้กกี้ รสโคล่า รสแบบเด็กๆอย่าง Lip Smacker ส่วนเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าเราไม่ขอพูดถึงนะ เพราะเราไม่ค่อยโอเคกับการซื้อแบบนี้ ยกเว้นอันไหนที่เป็น international guarantee แบบนี้ถึงจะน่าซื้อ หากใครสนใจเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นพิเศษ เชิญเช็คราคาได้ที่ //www.bestbuy.com

50. แหล่งช็อป ไปซื้อที่ไหนดี ?

ปกติ Walmart ของจะถูก เสื้อผ้าก็โอเค ไม่ไ้ด้แฟชั่นจ๋า แต่ถ้าลดราคามาทีนึงก็น่าสน ยิ่งช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างที่บอก บางแบบก็จะลดเหลือแค่ $2-5 แบบนี้พวกเด็ก WAT เค้าถึงบอกว่าไม่ต้องพกเสื้อผ้าไปเยอะ ส่วนถ้าเป็นช็อปของแบรนด์ทั้งหลาย แนะนำให้ไป out let ซึ่งฝั่ง ลอสแองเจลลิสก็จะมี Barstow Outlet รัฐมินิโซต้า ก็มี Mall of America ที่ใหญ่มากๆ คนฝั่งนิวยอร์คก็มี Woodbury Outlet หรือใส NYC เองก็มีที่นึงที่คนเยอะมากกกก และตั้งอยู่แถวๆ ตึกเวิร์ลเทรดเก่าที่ถล่ม ชื่อห้างว่า Century 21 ส่วนฟลอริด้า อย่าพูดถึงเลย ก้าวท้าวออกจากบ้านก็เจอ Outlet แล้วมั้ง คงจะมีอยู่ทัวทุกหัวมุมเลยซะม๊างงงงงง

Leave a Message